วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2564

 

EP.26 ทะเลสาบปล่องภูเขาไฟกัมพูชา

รัตนคีรี คือ จังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของกัมพูชา โดยมีเมืองเอกก็คือเมืองบ้านลุง สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆของจังหวัดรัตนคีรีจะเป็นแนวธรรมชาติซะส่วนใหญ่ เพราะพื้นที่ส่วนมากจะเป็นป่าไม้และภูเขาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่รัตนคีรีทำให้ยังสามารถพบเห็นพวกสัตว์ป่าได้แม้ว่าในยุคปัจจุบันนั้นจะลดลงไปมากกว่าเดิม เนื่องจากการถูกล่าจากน้ำมือของมนุษย์ แต่เมื่อมีหน่วยงานและองค์กรต่างๆที่ร่วมกันออกกฎคุ้มครองสัตว์ทำให้การล่าทำได้ยากยิ่งขึ้นและสัตว์ป่าก็ได้รับความคุ้มครองมากยิ่งขึ้นซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เมื่อมีป่าไม้มีธรรมชาติก็ย่อมมีสัตว์ป่า มันคือของที่อยู่คู่กันมาอย่างยาวนานและจะคงอยู่ตลอดไป

ผมได้ไปเยือนจังหวัดรัตนคีรีเมื่อตอนเดือนตุลาคมปี 2019 เท่าที่สังเกตุระหว่างที่นั่งรถผ่านก็รู้สึกว่าจังหวัดนี้น่าจะเหมือนประมาณแถบภาคอีสานบ้านเรา บรรยากาศยังดูมีความเป็นชนบทอยู่มาก ส่วนเรื่องที่พักก็จะไม่ค่อยมีโรงแรมมากนักส่วนใหญ่จะหนักไปทางพวกที่พักประเภทโฮมสเตย์ที่เจ้าของจะดูแลด้วยตนเองซึ่งจะถือว่ามีความเป็นกันเองที่ดีกว่าโรงแรม ส่วนมากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นพวกฝรั่งตาน้ำข้าวประเภทแบ็คแพ็คเกอร์ที่รักการผจญภัย เพราะรัตนคีรีเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การผจญภัยและศึกษาธรรมชาติ โดยสถานที่เที่ยวอันดับ 1 ของจังหวัดก็คือ บึงยักษ์ลม ซึ่งจะมีลักษณะเป็นทะเลสาบจากปล่องภูเขาไฟที่มีการระเบิดโดยมีอายุไม่ต่ำกว่า 4000 ปี ซึ่งแน่นอนว่าคนจังหวัดรัตนคีรีส่วนใหญ่รู้จักกันแทบทุกคน ขณะเดียวกันคนในจังหวัดอื่นๆของกัมพูชาส่วนมากก็รู้จักกัน ถ้าเปรียบกับเมืองไทยก็คงประมาณเขาใหญ่ที่คนไทยส่วนมากจะรู้จักกันแม้จะไม่ใช่คนโคราชก็ตาม ส่วนวิธีการเดินทางไปนั่นก็ไม่ยากเท่านั้นเพราะห่างจากตัวเมืองบ้านลุงแค่ประมาณ 4 กิโลกว่า ผมไปทั้งสิ้น 2 ครั้งวันแรกจ้างมอเตอร์ไซค์ให้พาไปส่ง ส่วนวันรุ่งขึ้นเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่เอง ส่วนตั๋วเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติจะอยู่ที่ 2 ดอลล่าร์หรือประมาณ 60 กว่าบาทแต่ถ้าเป็นคนท้องถิ่นจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่า 

ส่วนบรรยากาศภายในบึงยักษ์ลมค่อนข้างกว้างใหญ่มาก มีในส่วนที่ทะเลสาบสีฟ้าสดใสซึ่งจะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจะมาเล่นน้ำผ่อนคลายกัน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะเป็นพื้นที่ของป่าดิบชื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์และจะมีทางเดินให้ได้เดินเป็นเส้นทางสำรวจธรรมชาติรอบๆบึงยักษ์ลม เท่าที่ผมถามมอเตอร์ไซค์ที่ผมเหมามาพี่แกบอกว่าระยะทางเดินหากใช้เวลาจนครบ 1 รอบจะใช่เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือทางเดินไม่ได้สะดวกสบายมากนักเพราะมีทั้งก้อนหินและเนินซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินและควรหารองเท้าที่สวมใส่สบายเหมาะแก่การเดินลุยป่า โดยผมใช้เวลาเดินสำรวจบรรยากาศภายในบึงยักษ์ลมประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง เดินเล่นชิวๆเพลินๆบางทีก็นั่งมองนักท่องเที่ยวเล่นน้ำซึ่งวันที่ผมจะเจอคนกัมพูชาแทบทั้งนั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติมีประปรายนอกจากนั้นเขายังมีจุดที่เป็นกระท่อมให้ได้นั่งสั่งอาหารหรือกับแกล้มรวมถึงจุดของบ้านของชนเผ่าที่อาศัยในจังหวัดรัตนคีรีแถมยังมีบริการให้เช่าชุดของชนเผ่าเพื่อถ่ายรูปแบบสวยๆเก๋ๆซึ่งได้รับความนิยมจากหนุ่มสาวชาวกัมพูชาอย่างมาก หากมีโอกาสผมก็คงจะกลับไปเที่ยวที่บึงยักษ์ลมอีกแน่นอนและไปคราวหน้าก็ตั้งใจจะไปเล่นน้ำให้สดชื่นและชุ่มฉ่ำทดแทนกับครั้งแรกที่ได้มองคนอื่นๆเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน


บึงยักษ์ลม สถานที่ท่องเที่ยวอันดับ 1 
ของจังหวัดรัตนคีรี

จุดนี้มีคนมากระโดดน้ำเล่นกันบ่อย

ทะเลสาบจากปล่องภูเขาไฟ
ปัจจุบันมองเป็นน้ำสีฟ้าสดใส

ถ่ายจากอีกมุมนึงตรงนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก

รอบๆทะเลสาบจะเป็นป่าดิบชื้น
ซึ่งยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ค่อนข้างมาก

มีนักท่องเที่ยวมาเดินสำรวจป่าไม่เยอะ
ระหว่างที่ผมเดินก็แทบไม่เจอคนเดินผ่านมาเลย

อีกมุมสวยๆของบึงยักษ์ลม

มีต้นไผ่ให้ได้เห็นกัน
แต่จะเดินผ่านต้องย่อตัวลงสักหน่อยเพื่อให้ผ่านไปได้

ระหว่างทางที่เดินจะเต็มไปด้วยก้อนหิน
และเนินทำให้ต้องระมัดระวังในการเดินพอสมควร

จุดพักผ่อนแต่ต้องมีเสียเงิน
มีทั้งเปลญวนและบริการสั่งอาหารโดยเสิร์ฟให้ถึงที่

มีบริการให้เช่าเสื้อชูชีพในการใส่ลงเล่นน้ำ

ผมไปวันอาทิตย์มีนักท่องเที่ยวเยอะ
โดยหลักๆจะเป็นคนกัมพูชา

สาวกัมพูชาสวมชุดสาวชาวเผ่า
ดูแล้วก็น่ารักดี

ราคาค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติจะอยู่ที่
2 ดอลล่าร์หรือราวๆ 60 กว่าบาท

วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564

 

EP.25 พิพิธภัณฑ์สงครามกรุงโฮจิมินห์

สงครามมีแต่ความสูญเสีย สงครามสร้างความความเสียหายทั้งทางร่างกายและทางจิตใจไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ชนะหรือฝ่ายผู้แพ้ ผมเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการเรียนรู้ในด้านประวัติศาสตรซึ่งเหตุการณ์จากในอดีตนั้นเรื่องของสงครามเป็นสิ่งที่จะสามารถได้ยินและได้รับฟังมาบ่อยครั้ง ในอดีตจะมีสงครามใหญ่ๆก็อย่างเช่นสงครามโลกครั้งที่ 2 และครั้งที่ 2 และยังมีสงครามยิบย่อยอีกเป็นจำนวนมาก โดยสงครามในอดีตที่เป็นสมรภูมิที่น่าจะคุ้นเคยสำหรับชาวไทยเป็นอย่างดีก็คงหนีไม่พ้น สงครามเวียดนาม ซึ่งเป็นสงครามที่เกิดขึ้นในย่านอาเซียนโดยจะเป็นในยุคของสงครามเย็นระหว่างฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐอเมริกา กับ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยสหภาพโซเวียต สงครามเย็นก็จะเปรียบเสมือนสงครามตัวแทนทั้งฝ่ายอเมริกาและโซเวียตจะไม่ปะทะหรือเข้ารบกันเอง แต่จะอยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุนชาติตัวแทนของตนเองเสียมากกว่า

สงครามเวียดนามก็คือสงครามตัวแทนเกิดขึ้นในยุคสงครามเย็น โดยจะเป็นการรบระหว่างฝ่ายเวียดนามด้วยกันเอง โดยจะมีการแบ่งฝ่ายคือ ฝ่ายเวียดนามเหนือหรือเวียดกงจะมีสหภาพโซเวียตคอยสนับสนุน ขณะที่อีกฝ่ายเวียดนามใต้ซึ่งจะมีสหรัฐอเมริกาคอยสนับสนุน ซึ่งสุดท้ายผลการรบคือฝ่ายเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายชนะและทำให้โลกรู้ว่าอเมริกาต้องมาพ่ายแพ้การต่อสู้แบบกองโจร โดยหลังจากสงครามก็สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ประเทศเวียดนามส่งผลทั้งด้านร่างกายและทางด้านจิตใจซึ่งมันเป็นเรื่องที่สร้างบาดแผลในใจแก่ชาวเวียดนามหลายคน ทำให้ปัจจุบันคนเวียดนามจึงเลือกที่จะเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นซึ่งจะไปในทางสร้างสรรค์และร่วมมือกันในการพัฒนาชาติ

ขณะเรื่องราวของสงครามเวียดนามก็ได้ถูกบันทึกในความทรงจำแต่สิ่งที่จะสะท้อนออกมาได้ดีนั่นก็คือการสร้างพิพิํธภัณฑ์เกี่ยวกับสงครามขึ้นมาซึ่งในกรุงโฮจิมินห์ได้มีพิพิธภัณฑ์ที่สะท้อนเรื่องราวของยุคสงครามเวียดนามและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกซึ่งจะเดินทางมาเข้าชมในแต่ละวันอย่างไม่ขาดสาย โดยในส่วนของพิพิธภัณฑ์ก็จะจัดแสดงเรื่องราวของสงครามเวียดนามอย่างละเอียดมีข้อมูลที่ครบถ้วน รวมถึงยังมีภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นสมัยสงคราม ภาพความโหดร้ายที่ชาวเวียดนามต้องเจอทั้งการถูกทำร้ายร่างกายและการถูกฆ่า รวมถึงผลกระทบของสงครามที่ส่งผลมาถึงตัวพวกเขาในยุคปัจจุบันบางคนตาบอดมองไม่เห็น บางคนพิการแขนขา บางคนก็ได้รับบาดเจ็บจากระเบิดจนกลายเป็นผู้พิการซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบาดแผลทางร่างกายและจิตใจแก่ชาวเวียดนามที่อยู่ในช่วงสงครามอย่างมาก

ผมใช้เวลาเดินชมพิพิธภัณฑ์สงครามอยู่ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงได้เห็นทั้งอาวุธที่ใช้กันจริงๆในช่วงสงครามเวียดนาม ยานพาหนะต่างๆทั้งเฮลิคอปเตอร์และรถถัง รวมถึงภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามแต่ที่น่าหดหู่ที่สุดก็คงเป็นภาพของชาวเวียดนามโดยเฉพาะกลุ่มของฝ่ายเวียดนามเหนือที่หลายคนถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหดบางคนถูกทรมานทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส บางรายก็เป็นเด็กเล็กแต่ก็ถูกกระทำอย่างทารุณ ภาพเหตุการณ์พวกนี้ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่รู้สึกหดหู่ใจแต่ผมลองสังเกตุนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาชมหลายๆคนเมื่อมองภาพพวกนี้ก็มีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนักและน่าจะรู้สึกหดหู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งจากเหตุการณ์ในอดีตที่ชาวเวียดนามต้องเผชิญกับภาพวะของสงครามมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในยุคปัจจุบันชาวเวียดนามต่างก็มีความมุ่งมั่นและความขยันจากที่ผมได้สังเกตุมาพวกเขาเลือกที่จะเรียนรู้เรื่องราวในอดีตและพยายามไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกและมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาประเทศชาติสู่ความเจริญไม่ว่าจะเป็นในปัจจุบันหรืออนาคต


พิพิธภัณฑ์สงครามกรุงโฮจิมินห์

ภาพเหตุการณ์ในยุคสงครามเวียดนาม
พร้อมคำอธิบายทั้งภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ

ภาพเหตุการณ์การทิ้งระเบิด
จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก

ภาพประเทศที่สนับสนุนฝ่ายเวียดนามเหนือ
ภาพนี้เป็นประเทศคิวบาที่มีผู้นำอย่างฟิเดล คาสโตร

ภาพเชลยศึกฝ่ายเวียดนามเหนือ
ถูกฝ่ายทหารอเมริกันจับกุมตัว

ทหารอเมริกันถือซากศพของเชลยศึกฝ่ายเวียดนามเหนือ

ทหารอเมริกันโจมตีกองกำลังของเวียดนามเหนือ
มีการเผาทำลายข้าวของจนพินาศ

ภาพประวัติศาสตร์เด็กหญิงวัย 9 ขวบ
ในสภาพเปลือยกายกำลังร้องไห้หนีภัยสงคราม

อาวุธปืนที่ใช้ในสงครามเวียดนาม

ปืนกล

อาวุธปืนที่ใช้ในสงคราม

ปืนบาซูก้า

ภาพศพของเชลยศึกที่ถูกหั่นตัดตอน
ถูกทิ้งอยู่บนเรือ

ภาพของเชลยศึกที่เสียชีวิต
ดูทีไรก็หดหูุ่ใจ

ทหารฝ่ายเวียดนามใต้จับตัว
เชลยศึกฝ่ายเวียดนามเหนือและกำลังจะฆ่าทิ้ง

เฮลิคอปเตอร์หนึ่งในยานพาหนะ
ที่ใช้ในสงครามเวียดนาม

เฮลิคอปเตอร์ตั้งอยู่โซนด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์

รถถังหนึ่งในยานพาหนะที่มีอานุภาพ
การโจมตีค่อนข้างรุนแรง

รถถังที่เคยถูกใช้ในสงครามเวียดนาม

วันศุกร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564

 


EP.24 เที่ยวเวียงจันทน์ทริปสั้นๆ


ลาว คือประเทศที่ 2 ที่ผมได้เดินทางไปโดยประเทศแรกก็คือ กัมพูชา ซึ่งมักจะมีคนไทยหลายๆคนเปรียบเปรยว่าลาวบ้านพี่เมืองน้องกับไทย โดยยกไทยเป็นพี่และให้ลาวเป็นน้อง แต่ในสายตาและมุมมองของคนลาวส่วนใหญ่เขาไม่ได้อยากเป็นเมืองน้องของไทยแต่พวกเขาคิดว่าประเทศตนเองคือประเทศเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งหากไปเที่ยวลาวแล้วการไปพูดว่าลาวเป็นเมืองน้องนั้นบางทีอาจจะเป็นคำที่ดูถูกประเทศลาวแม้ว่าไม่ได้คิดอะไรและไม่มีเจตนา แต่การหลีกเลี่ยงการพูดที่อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจคนส่วนใหญ่คือสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับประเทศลาวนั้นผมเชื่อว่าคนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี เนื่องจากมีพรมแดนติดกัน วัฒนธรรมก็คล้ายคลึงกันโดยเฉพาะในภาคอีสานของไทยค่อนข้างมีวัฒนธรรมหลายๆอย่างที่เหมือนประเทศลาวเป็นอย่างมากแถมไทยและลาวยังเป็น 2 ประเทศในแถบอาเซียนที่สามารถพูดและสื่อสารเข้าใจกันได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องพูดผ่านภาษาอังกฤษแบบประเทศอื่นๆ

ผมเที่ยวลาวก็หลายครั้ง แต่น่าแปลกนักที่ผมมีภาพบรรยากาศและคลิปวีดีโอของประเทศลาวนั้นน้อยมากๆส่วนหนึ่งคือผมมักจะใช้ลาวเป็นทางผ่านแวะพักเสียมากกว่าก่อนที่จะเดินทางไปยังเวียดนามหรือกัมพูชาซึ่งทำให้เวลาในการเที่ยวแบบยาวๆแทบไม่มี เนื่องจากผมอยู่เต็มที่ก็แค่ 1-2 วันเท่านั้น แต่ระยะเวลาสั้นๆผมก็พยายามหาโอกาสเที่ยวบ้างหากเวลายังเหลือ หนึ่งในทริปที่ผมได้เที่ยวในประเทศลาวก็คือเมืองหลวงอย่างกรุงเวียงจันทน์ โดยการท่องเที่ยวในกรุงเวียงจันทน์ก็ไม่ได้ยากอะไร หากเน้นเที่ยวแบบสบายก็สามารถเรียกรถรับจ้างหรือรถสกายแลปให้พาเที่ยวยังสถานที่ต่างๆได้ แต่หากเน้นประหยัดแบบผมก็คือการเดินเที่ยวหรือไม่ก็ขี่จักรยาน เพราะสถานที่ท่องเที่ยวในเวียงจันทน์ส่วนมากก็ไม่ได้ไกลกันมาก ตอนที่ผมไปเที่ยวก็ใช้แผ่นโบรชัวร์แผ่นเดียวที่หยิบมาจากศูนย์ข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว โดยจะมีการบอกรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวและแผนที่ซึ่งดูแล้วก็สามารถเข้าใจได้ง่าย สิ่งเดียวที่เป็นอุปสรรคไปบ้างนั่นก็คือ แดดนั่นเองซึ่งแดดที่เวียงจันทน์ก็ไม่ต่างจากแดดในเมืองไทยที่ร้อนระอุพร้อมเผาผิวหนังให้ไหม้เกรียมกันได้เลยทีเดียว

สำหรับการท่องเที่ยวในเวียงจันทน์ของผมนั้นส่วนมากจะเน้นไปสถานที่ต่างๆที่ไม่ใช่วัด สาเหตุก็เพราะวัดในลาวไม่ต่างอะไรกับวัดในเมืองไทย เดินเข้าไปก็ให้อารมณ์เหมือนเที่ยววัดในเมืองไทยด้วยเหตุนี้ผมนึงไม่เน้นเที่ยวในเมืองลาว โดยที่ผมได้ไปหลักๆก็จะเป็น ประตูไซ ซึ่งถือว่าเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของกรุงเวียงจันทน์ โดยประตูไซก็ได้รับอิทธิพลมาจากประตูชัยในกรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากลาวเคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ทำให้ยังคงได้รับอิทธิพลและอารยธรรมจากฝรั่งเศสมาพอสมควร ผมเที่ยวชมประตูไซทั้งด้านล่างและขึ้นไปชมด้านบนด้วยแต่หากจะขึ้นไปชมบรรยากาศด้านบนต้องจ่ายเงินก่อนที่จะขึ้นไป นอกจากนั้นก็ะเป็นพวกพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ห้างสรรพสินค้า ตลาดสด พอตกเย็นสักหน่อยก็ไปเดินชมบรรยากาศของสวนสาธารณะซึ่งเปรียบไปแล้วก็ให้อารมณ์แบบสวนจตุจักรของเมืองไทย โดยจะมีในส่วนของอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ซึ่งอยู่ในท่าที่ยื่นมือขวาไปยังอีกฝั่งนึงของแม่น้ำโขงซึ่งก็คือฝั่งของไทยที่จังหวัดหนองคายเป็นการบ่งบอกว่าลาวพร้อมเป็นมิตรกับไทย โดยทิ้งอดีตที่เคยบาดหมางกันมาไว้เบื้องหลังและพร้อมเดินหน้าจับมือด้านเศรษฐกิจและอีกหลายด้านทั้งในปัจจุบันจนถึงอนาคต โดยผมเดินเล่นในสวนสาธารณะตั้งแต่บ่าย 4 โมงเย็นจนไปถึงช่วงเกือบ 3 ทุ่มจากนั้นจึงกลับที่พักและเป็นอันว่าจบการเที่ยวทริปสั้นๆที่กรุงเวียงจันทน์ไปในตัว


ประตูไซ สัญลักษณ์สำคัญของกรุงเวียงจันทน์

ด้านภายในมีสระน้ำขนาดเล็ก
พอตกเกิดคืนจะมีการเปิดไฟและมีน้ำพุ

วิวจากด้านบนของประตูไซ
สามารถมองเห็นวิวองกรุงเวียงจันทน์ได้แบบ 360 องศา

ถ่ายภาพให้เห็นอีกมุมนึง

พระธาตุดำ โดยชาวลาวมีความเชื่อกันว่า
เป็นที่อยู่ของพญานาคเจ็ดหัว

อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ ในลักษณะยื่นมือขวามายังฝั่งไทย
ซึ่งบ่งบอกถึงการผูกมิตรเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาว

บรรยากาศของสวนสาธารณะ
พอหลัง 6 โมงเย็นคนเริ่มคึกคัก

วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2564

 

EP.23 รถเมล์เมืองพม่า

กรุงย่างกุ้งในอดีตนั้นเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศเมียนมาร์หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่าพม่า แต่ปัจจุบันเมืองหลวงของพม่าคือกรุงเนปิดอว์ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมทางราชการของประเทศ แต่สำหรับกรุงย่างกุ้งก็ยังคงเป็นเมืองใหญ่และเมืองสำคัญของประเทศเพราะระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็ยังคงกระจายอยู่ที่กรุงย่างกุ้ง สถานที่สำคัญ ธนาคาร สถาบันการเงิน มหาวิทยาลัยต่างๆก็ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วในกรุงย่างกุ้ง แม้กระทั่งการเดินทางต่างๆไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เรือโดยสาร รถไฟ เครื่องบินก็ยังตั้งปักหลักที่ย่างกุ้งกันเยอะ ขนาดสนามบินนานาชาติที่บินระหว่างประเทศก็ยังมีอยู่ในกรุงย่างกุ้งเช่นกัน ดังนั้นย่างกุ้งจึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของประเทศพม่ากันเลยทีเดียว

เวลาที่ผมไปเที่ยวพม่าก็จะไปลงที่สนามบินในย่างกุ้งแล้วเที่ยวก่อนสัก 1-2 วันจากนั้นก็จะตระเวนไปเที่ยวตามเมืองต่างๆพอจะกลับกรุงเทพฯก็ต้องกลับมาที่กรุงย่างกุ้งเพื่อที่จะขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทย ก่อนกลับไทยก็จะอยู่เที่ยวอีกสัก 1-2 วันผมเลยคุ้นเคยกับที่กรุงย่างกุ้งมากกว่าเมืองอื่นๆในพม่า ด้วยความที่คุ้นเคยและเห็นอะไรหลายๆอย่างจึงอยากลองทำอะไรในแบบที่คนพม่าท้องถิ่นเขาทำกัน สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะซึ่งในกรุงย่างกุ้งนั้นรถเมล์ถือว่าเป็นรถสาธารณะที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวพม่าในแต่ละวันจะมีผู้คนใช้บริการกันอย่างคับคั่งและรถเมล์ก็มีให้บริการอยู่หลายสายไม่แพ้กับที่เมืองไทย แต่มีสิ่งที่แตกต่างที่ผมเห็นได้ชัดระหว่างรถเมล์พม่ากับรถเมล์ไทย คือ รถเมล์พม่าจะไม่มีกระเป๋ารถเมล์คอยเก็บเงินผู้โดยสารแบบเมืองไทยอีกแล้ว แต่เขาจะใช้ระบบแบบตู้เก็บเงินอัตโนมัติแบบในยุโรปคือให้ผู้โดยสารหย่อนเงินลงไปในตู้ที่ตั้งอยู่ข้างๆคนขับซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างสะดวกสบายแต่มีข้อแม้คือต้องเตรียมเงินให้พอดีกับค่าโดยสารเพราะเขาไม่มีระบบทอนเงินนั่นเอง

ผมมีโอกาสได้นั่งรถเมล์ของพม่าในช่วงวันที่ใกล้จะกลับเมืองไทย โดยเลือกไปรอรถเมล์ที่ตรงๆแถวย่านเจดีย์สุเลซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คประจำกรุงย่างกุ้ง ถ้าเปรียบกับไทยก็คงประมาณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิซึ่งจะเป็นมีรถเมล์หลายสายให้เลือกใช้บริการ โดยผมเลือกนั่งสาย 29 ซึ่งจะไปสุดสายที่มหาวิทยาลัยดากอน ส่วนราคานั้นค่อนข้างจะถูกซึ่งก็คือเงินแค่ 200 จ๊าดตลอดสายซึ่งถ้าหากตีเป็นเงินไทยก็จะเท่ากับว่าแค่ 4 บาทเท่านั้น แถมรถเมล์ที่ผมนั่งไปก็เป็นรถแอร์ปรับอากาศอย่างดีซึ่งราคาแบบนี้เทียบกับคุณภาพของรถเมล์ผมว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่เสียอย่างเดียวคือคนขับนั้นดันเป็นวัยรุ่นกำลังห้าวซึ่งก็ขับซิ่งน่าดู แต่ก็ถือว่าได้ความตื่นเต้นกันไปคิดเอาซะว่ากำลังนั่งอยู่บนรถเมล์สาย 8 ของบ้านเราไปแล้วกัน ซึ่งผมนั่งไปไม่ได้ถึงสุดสายแต่นั่งไปลงแค่ตรงทะเลสาบกันดอว์จีซึ่งระยะเวลาไม่นานนัก แต่การขึ้นรถเมล์ที่พม่าถือว่าเป็นความประทับใจอย่างหนึ่งสำหรับตัวผม เพราะการได้ทำอะไรแบบที่คนท้องถิ่นทำกันใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่นคือสิ่งที่ผมชื่นชอบอย่างมากเวลาเดินทางไปยังต่างประเทศ


รถเมล์พม่าในกรุงย่างกุ้ง

ป้ายรถเมล์ของประเทศพม่า

ผมมารอขึ้นรถเมล์แถวๆตรงเจดีย์สุเล

มีบอกว่าสายนี้จะวิ่งไปสุดสายที่ตรงไหน
โดยผมเลือกนั่งสาย 29

เงินค่าโดยสารตลอดสายแค่ 200 จ๊าด
หรือตีเป็นเงินไทยก็แค่ 4 บาท

บรรยากาศบนรถเมล์
สังเกตุดูว่าจะไม่มีกระเป๋ารถเมล์คอยเก็บเงิน

ผมมาลงตรงป้ายทะเลสาบกันดอว์จี
ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในกรุงย่างกุ้ง