วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566

 

EP.112 นั่งรถมินิบัสระหว่างประเทศ
กัมพูชา - เวียดนาม


การเดินทางในยุคปัจจุบันผมว่ามีความสะดวกสบายอย่างมากและเดินทางไปมาหาสู่กันง่ายขึ้นด้วยไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยยานพาหนะชนิดใดก็ตามซึ่งการเดินทางที่สะดวกสบายทำให้เกิดนักเดินทางหน้าใหม่อย่างมากมาย โดยการเดินทางระหว่างประเทศโดยที่ไม่นั่งเครื่องบินก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกยอดนิยมของนักเดินทางในสไตล์แบกเป้เที่ยวซึ่งแน่นอนว่าผมก็คือหนึ่งในนั้นเช่นกันครับ

เวลาผมเดินทางไปต่างประเทศผมไม่ค่อยนิยมการนั่งเครื่องบินเท่าไหร่ โดยส่วนมากมักจะเน้นการเดินทางด้วยรถโดยสารซึ่งการเดินทางในประเทศแถบอาเซียนก็มีเส้นทางระหว่างประเทศอยู่ไม่น้อยและก็มีรถโดยสารให้บริการจากประเทศนึงไปยังประเทศนึงเช่นในเมืองไทยของเราก็มีรถบัสวิ่งไปลาว รถบัสวิ่งไปกัมพูชาหรือจะเป็นรถตู้ที่ข้ามแดนไปมาเลเซีย ส่วนในประเทศอื่นๆก็มีเช่นกันอย่างเช่น รถโดยสารที่วิ่งระหว่างประเทศกัมพูชาและเวียดนาม

ผมมีโอกาสข้ามแดนจากกัมพูชาไปเวียดนามก็หลายครั้งอยู่เหมือนกันและในแต่ละครั้งก็มักจะนั่งรถบัสโดยสารจากกรุงพนมเปญไปยังกรุงโฮจิมินห์ซึ่งเส้นทางนี้ถือว่าเป็นเส้นทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและใช้เวลาในการเดินทางประมาณแค่ 7 ชั่วโมง โดยรถโดยสารที่ข้ามแดนจากกัมพูชาไปยังเวียดนามก็มีให้บริการอยู่หลายบริษัทซึ่งราคาก็เป็นไปตามมาตรฐานของแต่ละบริษัท ถ้าอยากนั่งสบายก็คงต้องจ่ายแพงหน่อย แต่ถ้าอยากประหยัดงบก็มีตัวเลือกอยู่ไม่น้อยแต่มาตรฐานอาจจะดร็อปลงมา

ครั้งล่าสุดที่ผมเดินทางจากกัมพูชาไปเวียดนาม คือ ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยพวกผมเลือกซื้อตั๋วกับบริษัทวิรัก บุญธรรม ซึ่งเป็นบริษัทเดินรถที่ค่อนข้างมีมาตรฐานของกัมพูชา โดยรถที่ได้นั่งเป็นรถมินิบัสเดินทางจากกรุงพนมเปญไปยังกรุงโฮจิมินห์ใช้เวลา 7 ชั่วโมงกว่า ส่วนค่าตั๋วอยู่ที่ 33 ดอลลาร์หรือตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1100 บาทซึ่งในความคิดก็ถือว่าค่อนข้างแพง แต่ด้วยความที่อยากนั่งแบบสบายๆและได้รถที่มีมาตรฐานจึงยอมจ่ายไป

ส่วนเรื่องการเดินทางผมได้รอบ 11 โมงซึ่งกว่าจะไปถึงที่โฮจิมินห์ก็ราวๆเกือบ 2 ทุ่ม โดยเส้นทางที่รถวิ่งผ่านจะผ่านตัวเมืองสวายเรียงซึ่งเป็นเมืองชายแดนของกัมพูชาก่อนที่จะเข้าไปยังเวียดนาม นอกจากนี้ก็ต้องผ่านจุดผ่านแดนของทั้ง 2 ประเทศโดยด่านของกัมพูชามีชื่อว่า ด่านบาเวท ส่วนด่านของเวียดนามมีชื่อว่า ด่านมอคไบ โดยรถจะมีการจอดให้ผู้โดยสารแวะเข้าห้องน้ำรวมไปถึงจอดแวะทานข้าวในช่วง 5 โมงเย็นในเขตพื้นที่ของประเทศเวียดนาม


รถมินิบัสระหว่างประเทศที่ให้บริการในเส้นทาง
กรุงพนมเปญของกัมพูชา - กรุงโฮจิมินห์ของเวียดนาม

ผมเลือกเดินทางกับบริษัท วิรัก บุญธรรม
ซึ่งเป็นบริษัทเดินรถที่ค่อนข้างมีมาตรฐานดีของกัมพูชา

ตารางเส้นทางเดินรถของบริษัท วิรัก บุญธรรม
ซึ่งมีเส้นทางทั้งในประเทศและเส้นทางระหว่างประเทศ

รถจะแวะจอดให้ผู้โดยสารได้เข้าห้องน้ำ ซื้อของ
โดยจะไปจอดให้ทานข้าวในช่วงเย็นตรงเขตพื้นที่ประเทศเวียดนาม

ด่านพรมแดนของกัมพูชาซึ่งผู้โดยสารต้องลงไป
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปั๊มพาสปอร์ต โดยด่านนี้มีชื่อว่า ด่านบาเวท

บรรยากาศของประเทศเวียดนามซึ่งจะเห็น
มอเตอร์ไซค์จำนวนมากเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น

รถมินิบัสใช้เวลาเดินทางเกือบๆ 8 ชั่วโมง
โดยมาถึงจุดหมายปลายทางที่กรุงโฮจิมินห์ก็เกือบๆ 2 ทุ่ม


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
23 สิงหาคม 2566

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566

 

EP.111 ตลาดคิวเอโป้


ผมไปต่างประเทศทีไรสิ่งที่ต้องแวะไปชมทุกครั้งก็คือ ตลาด เพราะสถานที่นี้คือจุดที่จะทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่นจริงๆซึ่งไม่ได้มีการปรุงแต่งหรือจัดฉากใดๆทั้งสิ้น โดยประเทศที่ผมได้เดินทางไปครั้งล่าสุดก็คือ ฟิลิปปินส์ ซึ่งในประเทศนี้นอกจากใบหน้าของผู้คนจะมีความคล้ายคลึงกับคนไทยอย่างมากแล้ว บรรยากาศของตลาดในประเทศฟิลิปปินส์ก็มีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากในเมืองไทยสักเท่าไหร่

ตลาดในประเทศฟิลิปปินส์ที่ผมได้มีโอกาสไปสำรวจบรรยากาศมาก็คือ ตลาดคิวเอโป้ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากย่านไชน่าทาวน์ของกรุงมะนิลาเท่าไหร่นัก โดยบรรยากาศของตลาดก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความจอแจของผู้คนซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของตลาดในแต่ละประเทศ โดยตลาดคิวเอโป้ถือว่าเป็นตลาดใหญ่แห่งหนึ่งของกรุงมะนิลามีสินค้าขายเป็นจำนวนมากทั้งของกินและของใช้มีผู้คนเดินมาซื้อของกันอย่างมากมาย ทำให้ความคึกคักของที่นี่มีอยู่แทบตลอดทั้งวัน

ส่วนจุดบริเวณใกลๆกับตลาดคิวเอโป้ก็จะเป็น โบสถ์คริสต์ ซึ่งอย่างที่เราพอทราบกันมาว่าฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ทำให้มักจะมีโบสถ์คริสต์ตั้งอยู่อย่างมากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้คนได้มาประกอบพิธีทางศาสนาซึ่งวันที่ผมไปเดินสำรวจตลาดก็ได้แวะเข้าไปในโบสถ์คริสต์ซึ่งก็ได้เห็นการประกอบพิธีทางศาสนาของชาวคริสต์โดยที่มีบาทหลวงเป็นผู้นำในการทำพิธี โดยจากที่ผมได้ลองสำรวจจนทั่วก็พบว่าชาวฟิลิปปินส์มีความศรัทธาในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอย่างแรงกล้าซึ่งคงไม่ต่างจากคนไทยที่ศรัทธาในศาสนาพุทธและหมั่นทำบุญทำทานกันอยู่เสมอ


ตลาดคิวเอโป้เป็นตลาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในกรุงมะนิลา
ของประเทศฟิลิปปินส์ โดยตั้งอยู่ใกล้ๆกับโซนไชน่าทาวน์

บรรยากาศที่ตลาดคิวเอโป้ในแต่ละวัน
จะมีผู้คนมาเดินจับจ่ายซื้อของกันเป็นจำนวนมาก

ของที่ขายในตลาดคิวเอโป้มีค่อนข้างหลากหลาย
อย่างร้านนี้จะขายพวกผลไม้และปลา

น้ำผลไม้ปั่นไว้สำหรับทานแก้กระหาย
ในช่วงเวลที่เจอแดดและอากาศอันร้อนระอุ

ร้านอาหารข้างทางสไตล์ฟิลิปปินส์ซึ่งดูน่าจะอร่อย
เพราะมีผู้คนแวะเวียนมาทานกันอย่างต่อเนื่อง

สินค้าที่ขาดไม่ได้เลยตามตลาดของทุกประเทศก็คือ
เสื้อผ้า ซึ่งมีหลากหลายชุดทั้งของผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก

บริเวณด้านนอกรอบๆตลาดจะเป็นจุดจอดของรถรับจ้าง
ซึ่งจะเป็นรถสามล้อเครื่องหรือไตรซิเคิลตามภาษาท้องถิ่น

ใกล้ๆกับตลาดจะเป็นที่ตั้งของโบสถ์คริสต์
ซึ่งที่ฟิลิปปินส์ศาสนาคริสต์คือศาสนาประจำชาติ

ผมไปในช่วงที่มีการประกอบพิธีทางศาสนาพอดี
เลยได้มีโอกาสเก็บภาพบรรยากาศมาส่วนหนึ่ง


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
15 สิงหาคม 2566

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2566

 

EP.110 ถ้ำบาตู


ประเทศมาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านของไทยและมีพรมแดนติดกับไทยเหมือนกับพม่า ลาวและกัมพูชานะครับ แต่วัฒนธรรมต่างๆของมาเลเซียก็ดูแตกต่างจากไทยเป็นอย่างมาก สืบเนื่องมาจากมาเลเซียมีประชากรในประเทศถึง 3 เชื้อชาติคือ มลายู จีนและอินเดีย ทำให้มันจะมีการบ่งบอกถึงวัฒนธรรมที่ดูหลากหลาย โดยเชื้อชาติอินเดียหรือชาวทมิฬก็มีวัฒนธรรมของตนเองและสิ่งที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมและอารยธรรมของพวกเขาได้เป็นอย่างดีก็คือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของมาเลเซียอย่าง ถ้ำบาตู

ถ้ำบาตูนอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของมาเลเซียยังเป็นสถานที่ที่บ่งบอกเอกลักษณ์และสถานที่ที่ประกอบพิธีทางความเชื่อของศาสนาฮินดูซึ่งลักษณะของถ้ำบาตูก็จะเป็นถ้ำภูเขาหินปูนซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 400 ล้านปี ความโดดเด่นของถ้ำบาตูก็คือการที่จะได้เห็นสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาฮินดู โดยจุดไฮไลท์เด่นๆก็จะมีรูปปั้นของพระขันธกุมารที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูงถึง 42.7 เมตรซึ่งรูปปั้นจะประดิษฐอยู่ด้านหน้าของถ้ำ นอกจากนั้นจุดของบันได้ทางขึ้นไปยังถ้ำยังมีการทาสีเป็นสีสันต่างๆให้ดูดใสซึ่งก็เป็นไปตามความเชื่อของศาสนาฮินดูนั่นเอง

โดยในปัจจุบันถ้ำบาตูได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในแต่ละวันเป็นจำนวนมากซึ่งการเดินทางมายังถ้ำบาตูก็เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบายเพราะมีรถไฟฟ้าจาก KL Sentral เชื่อมต่อมาถึงสถานีถ้ำบาตูกันเลยทีเดียว ส่วนช่วงที่ผมเดินทางไปเป็นเดือนมีนาคมซึ่งอากาศค่อนข้างร้อนส่วนการแต่งตัวก็จะเหมือนการเข้าวัดพระแก้วของบ้านเราตรงที่ต้องแต่งกายให้ดูสุภาพ เพราะถ้ำบาตูเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาฮินดูจึงต้องแต่งกายให้ดูสุภาพเพื่อให้เกียรติแก่สถานที่ ส่วนใครที่ชอบในเรื่องการขอโชคขอพรก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะที่ถ้ำบาตูมีจุดให้ได้กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในถ้ำเพื่อขอพรอยู่เป็นจำนวนมาก


ถ้ำบาตู เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของมาเลเซีย
โดยตั้งอยู่ในรัฐสลังงอร์ซึ่งไม่ไกลจากกรุงกัวลาลัมเปอร์มากนัก

การเดินทางไปยังถ้ำบาตูในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดาย
เพราะมีรถไฟฟ้าจาก KL Sentral เชื่อมต่อถึงสถานีถ้ำบาตู

บรรยากาศบนรถไฟฟ้าของมาเลเซีย

บันไดทางเดินขึ้นไปยังถ้ำบาตูเป็นบันไดหลากสี
ซึ่งได้มีการทาสีสันสดใสตามความเชื่อของทางฮินดู

ภายในถ้ำจะพบกับรูปปั้นเป็นจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็นพระศิวะ พระแม่อุมาและรูปปั้นอื่นๆอีกมากมาย

บรรยากาศภายในถ้ำบาตูซึ่งค่อนข้างกว้างใหญ่
ซึ่งเป็นถ้ำภูเขาหินปูนมีอายุไม่ต่ำกว่า 400 ล้านปี

ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
แวะเวียนมาเที่ยวชมถ้ำบาตูกันเป็นจำนวนมาก

บริเวณด้านนอกถ้ำจะเป็นจุดจำหน่ายของกราบไหว้
ของบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนาฮินดู


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
9 สิงหาคม 2566

วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566

 

EP.109 สถานีขนส่งเดา


คำว่า เดา ไม่ได้หมายความว่าการทายแบบสุ่มไปแบบมั่วๆ เพราะคำว่า เดา ในภาษาฟิลิปปินส์คือชื่อของสถานีขนส่งครับ โดยเป็นสถานีขนส่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดปัมปังงาซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงมะนิลาไปประมาณเกือบๆ 2 ชั่วโมงซึ่งจากการที่ผมไปสำรวจบรรยากาศมาก็ต้องถือว่าเป็นหนึ่งในสถานีขนส่งที่ค่อนข้างกว้างใหญ่และมีรถบัสโดยสารวิ่งเข้าออกกันอยู่แทบตลอด ส่วนผู้โดยสารก็มีจำนวนมากเช่นกัน ทำให้ที่สถานีขนส่งเดามีความคึกคักเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

ผมเก็บบรรยากาศของที่สถานีขนส่งเดามาทั้งในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวีดีโอ โดยมันเป็นการไปเยือนสถานีขนส่งเดาครั้งแรกในชีวิตของตัวผมซึ่งสาเหตุที่ผมได้มาเยือนสถานีขนส่งแห่งนี้นั่นก็เพราะผมต้องการเดินทางไปที่เมืองแองเจเลสหรือที่ชาวต่างชาติมักจะเรียกกันว่า แองเจเลสซิตี้ โดยหากใครต้องการมาที่เมืองแองเจเลสก็ต้องมาลงที่สถานีขนส่งเดานี่แหละเพราะอยู่ใกล้กับเมืองแองเจเลสมากที่สุด โดยระยะห่างจะอยู่กันเพียงแค่ 5 กิโลเมตรเท่านั้น

สำหรัลสถานีขนส่งเดานอกจากจะมีบรรยากาศที่คึกคักแล้วก็ยังมีรถบัสโดยสารเดินทางไปยังเมืองต่างๆที่ตั้งอยู่บนเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวงอย่างมะนิลารวมไปถึงเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆทั้ง บาเกียว บานาเว รวมไปถึงวีกันและอีกหลากหลายเมืองซึ่งการเดินทางในช่วงกลางคืนจะคึกคักมากเพราะมีรถบัสหลายคันที่จะเดินทางไปยังตอนเหนือของเกาะลูซอน ขณะที่บรรยากาศอื่นๆของสถานีก็จะมีจุดของร้านอาหาร ร้านขายขนมขบเคี้ยว ส่วนรอบๆสถานีก็จะเต็มไปด้วยร้านอาหารแนวฟาสฟู้ด รถรับจ้างสาธารณะที่จะเดินทางไปยังเมืองแองเจเลสและสถานที่ใกล้เคียง


สถานีขนส่งเดาเป็นสถานีขนส่งในจังหวัดปัมปังงา
ของประเทศฟิลิปปินส์

บริเวณทางเข้าด้านหน้าของสถานีขนส่งเดา
ซึ่งบรรยากาศคึกคักมากมีรถวิ่งเข้าออกแทบตลอด

บรรยากาศยามค่ำคืนที่สถานีขนส่งเดาจะคึกคักพอสมควร
เพราะมีรถบัสเดินทางตอนกลางคืนให้บริการอยู่หลายคัน

สถานีขนส่งเดามีรถบัสเดินทางไปหลายเมืองบนเกาะลูซอน
ทั้งกรุงมะนิลา บาเกียว บานาเว รวมไปถึงวีกัน

ร้านขายอาหารในสถานีขนส่งมีอยู่ไม่มากนัก
ส่วนใหญ่จะเป็นแนวข้าวราดแกงของทางฟิลิปปินส์

ร้านที่มีเยอะสุดในสถานีขนส่งเดาคือ พวกร้านขายขนมขบเคี้ยว
ซึ่งจะตั้งขายเรียงรายต่อๆกันอยู่หลายร้าน


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
1 สิงหาคม 2566

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

 

EP.108 อ่าวมะนิลา


กรุงมะนิลา คือ เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งก็ดูไม่แตกต่างจากเมืองหลวงของประเทศอื่นๆทั่วโลกครับที่มักจะเต็มไปด้วยความแออัดความวุ่นวายของการสัญจรบนท้องถนน รวมไปถึงความหนาแน่นของประชากรที่อาศัยอยู่กันมากมาย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่น่าหงุดหงิดเหล่านี้ต่างก็แลกมาด้วยความเจริญและความศิวิไลช์ที่จะมีมากกว่าตามเมืองชนบทอยู่หลายเท่าตัว นอกจากนั้นอัตราการจ้างงานของเมืองหลวงก็จะมีจำนวนมากกว่าตามชนบทอีกด้วยเช่นกัน

ผู้คนที่อาศัยอยู่ในกรุงมะนิลาหลายชีวิตต่างก็ดิ้นรนกันไปครับทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอด หลายคนเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาหางานทำในกรุงมะนิลา แต่ก็ต้องพยายามอดทนกับวิถีชีวิตอันเร่งรีบในเมืองหลวงซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความหงุดหงิดความเคร่งเครียดให้แก่ผู้คนได้เป็นอย่างดีนั่นจึงทำให้กรุงมะนิลาได้มีการสร้างสถานที่ที่จะเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ที่เอาไว้หลีกหนีความวุ่นวายจากการจราจรซึ่งสถานที่ที่ผมจะเอ่ยถึงต่อไปนี้ก็คือ อ่าวมะนิลา

อ่าวมะนิลา คือ หนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงมะนิลาโดยในสมัยอดีตเคยเป็นจุดสมรภูมิการรบระหว่างสเปนกับสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปพื้นที่ของอ่าวมะนิลาก็ได้มีความสำคัญในด้านของการค้า รวมถึงมีความสำคัญทั้งในด้านอุตสาหกรรมและการประมง นอกจากนั้นแล้วก็ยังเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวหรือแลนด์มาร์กที่สำคัญของกรุงมะนิลา เนื่องจากบริเวณริมอ่าวมะนิลามีบรรยากาศที่ค่อนข้างสวยงามทำให้เหมาะแก่การมาพักผ่อนเดินชมบรรยากาศเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับไฮไลท์สำคัญในการมาเที่ยวชมอ่าวมะนิลาก็คือ การมาชมบรรยากาศของพระอาทิตย์ตกดินในช่วงเวลาเย็นซึ่งว่ากันว่าพื้นที่ของอ่าวมะนิลาเป็นหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกดินได้สวยงามที่สุดของฟิลิปปินส์เลยทีเดียว ทำให้ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติมักแวะเวียนมาที่อ่าวมะนิลากันอยู่แทบตลอด ส่วนกิจกรรมอื่นๆที่พอเห็นได้บริเวณริมอ่าวมะนิลาก็คือ การเดินออกกำลังกาย การแสดงความสามารถในด้านต่างๆทั้งการเต้น การเล่นดนตรีและอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งบรรยากาศต่างๆบริเวณอ่าวมะนิลาก็ได้สร้างความผ่อนคลายให้แก่ผู้คนและได้หลีกเลี่ยงความวุ่นวายจากภายนอกได้เป็นอย่างดี


อ่าวมะนิลา เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่สำคัญของกรุงมะนิลา
ในประเทศฟิลิปปินส์

บรรยากาศริมอ่าวมะนิลาในช่วงเวลาเย็นมักจะมีผู้คน
มาเดินเล่นและออกกำลังกายกันในทุกๆวัน

บรรยากาศของอ่าวมะนิลาค่อนข้างสวยงามและดูเงียบสงบ
ซึ่งผิดกับการจราจรด้านนอกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

ช่วงเย็นๆหลายคนมักมานั่งชมบรรยากาศของอ่าวมะนิลา
ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ

จุดไฮไลท์สำคัญของอ่าวมะนิลาก็คือ การชมพระอาทิตย์ตกดิน
ในช่วงเวลาเย็นซึ่งมีความสวยงามเป็นอย่างมาก


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
21 กรกฎาคม 2566

วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

 

EP.107 โรงแรมที่พักเมืองลักย้า


เมืองลักย้าในประเทศเวียดนามอาจจะไม่ใชเมืองที่เป็นที่คุ้นหูสำหรับนักท่องเที่ยวไทยและบรรดานักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆมากนักซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพราะว่าเมืองลักย้าก็ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลักของเวียดนาม โดยที่เมืองลักย้าตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศและอยู่ในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงแต่ก็ไม่ได้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเหมือนกับที่เกิ่นเทอหรือแม้กระทั่งเบ๋นแจ โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่แวะมาที่ลักย้าก็มีจุดประสงค์เพื่อต้องการนั่งเรือข้ามไปยังเกาะฟูโกว๊กซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวของเวียดนาม

ผมได้มีโอกาสแวะไปที่เมืองลักย้าเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาซึ่งก็มีเหตุผลที่ไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวคนอื่นๆซึ่งก็คือการนั่งเรือเฟอร์รี่จากลักย้าเพื่อข้ามไปเที่ยวที่เกาะฟูโกว๊ก โดยที่ลักย้ามีเรือเฟอร์รี่ให้บริการไปยังเกาะฟูโกว๊กอยู่ทุกวันและจุดของท่าเรือก็อยู่ใจกลางเมืองซึ่งหาไม่ยาก เนื่องจากลักย้าเป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มากและด้วยความที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาพักที่ลักย้าก็เพื่อข้ามไปยังเกาะฟูโกว๊ก ทำให้หลายๆคนมักจะเลือกค้างคืนในโรงแรมที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับท่าเรือเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง

โรงแรมในเมืองลักย้าอาจจะมีไม่เยอะเหมือนเมืองใหญ่อื่นๆในเวียดนาม แต่โรงแรมเท่าที่ผมเห็นส่วนมากจะกระจุกตัวอยู่ใกล้ๆกับท่าเรือ โดยหนึ่งในนั้นก็เป็นโรงแรมที่ผมได้เข้าพักซึ่งก็คือ Kiet Hong Hotel ซึ่งทำเลที่ตั้งนั้นถือว่าค่อนข้างดีเนื่องากตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับท่าเรือเมืองลักย้า เรียกได้ว่าเดินข้ามฝั่งถนนก็ถึงจุดของท่าเรือแล้วซึ่งด้วยความที่ทำเลอยู่ติดกับท่าเรือ ทำให้นักท่องเที่ยวที่จะนั่งเรือไปยังเกาะฟูโกว๊กมักเลือกพักที่โรงแรมแห่งนี้กันพอสมควร

ส่วนบรรยากาศของโรงแรมแม้ว่าจะไม่ใช่หรูหราอะไร แต่จุดเด่นก็อย่างที่ผมบอกไปนั่นก็คือเรื่องทำเล โดยที่ผมเลือกพัก 1 คืนในห้องมาตรฐานซึ่งราคาที่ตีเป็นราคาเงินไทยก็อยู่ที่ราวๆเกือบ 500 บาท โดยภายในห้องพักก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งแอร์ ทีวี ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า โต๊ะสำหรับนั่งแต่งหน้าหรือทำงาน โดยมีเตียงนอนให้ 2 เตียงซึ่งขนาดจะแตกต่างกัน ห้องน้ำก็เป็นแบบมาตรฐานทั่วไปของโรงแรมซึ่งมีให้เลือกปรับน้ำร้อนและน้ำเย็นได้ นอกจากนั้นก็ยังมีระเบียงด้านนอกซึ่งสามารถมองเห็นจุดของท่าเรือและอนุสาวรีย์ประจำเมืองลักย้าได้แบบชัดเจน


ห้องมาตรฐานของโรงแรม Kiet Hong Hotel ในเมืองลักย้า
เป็นห้องแบบเตียงคู่ โดยราคาต่อคืนก็เกือบๆ 500 บาท

โต๊ะเอาไว้สำหรับแต่งหน้าและนั่งทำงาน

ทีวีในห้องพักเป็นแบบรุ่นเก่า ส่วนตู้เย็นเป็นแบบขนาดเล็ก
โดยน้ำดื่มที่เห็นในตู้เย็นส่วนใหญ่ต้องเสียเงินเพิ่มต่างหาก

ตู้เสื้อผ้าภายในห้องพัก โดยมาพร้อมกับตะกร้าและไม้แขวนเสื้อ

โต๊ะสำหรับนั่งทานอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ

ห้องน้ำจะอยู่ติดกับประตูของห้องพัก
โดยลักษณะของห้องน้ำก็เป็นไปตามมาตรฐานทั่วๆไป

บริเวณระเบียงด้านนอกจะมองเห็นอนุสาวรีย์ประจำเมือง
รวมไปถึงจุดของท่าเรือเมืองลักย้าที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
13 กรกฎาคม 2566

วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

 

EP.106 นั่งรถจี๊ปนีย์ที่ฟิลิปปินส์


การเดินทางท่องเที่ยวต่างแดนของผมไม่ได้มีแค่ไปเห็นแลนด์มาร์กหรือสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆของประเทศเหล่านั้น เพราะการท่องเที่ยวประเภทนี้ก็เสมือนเราเป็นนักท่องเที่ยวที่ไปกับกรุ๊ปทัวร์ที่แค่ให้ได้ไปเห็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในระยะเวลาสั้นๆแล้วก็ถูกเรียกขึ้นรถเพื่อให้ไปยังจุดหมายอื่นๆเพื่อให้ครบกำหนดการ แต่ตัวผมมีสไตล์การท่องเที่ยวที่เป็นรูปแบบของนักเดินทางแบกเป้เที่ยว นั่นจึงทำให้การเที่ยวต่างแดนของผมจะมีมากกว่าการไปเที่ยวตามแลนด์มาร์กดังๆที่ผู้คนนิยมไปกันซึ่งสิ่งที่มีมากกว่านั้นก็คือ การไปเรียนรู้และเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละประเทศนั่นเอง

โดยช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้แบกเป้ไปเที่ยวที่ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นครั้งแรกของผมที่ได้ไปเยือนดินแดนตากาล็อก การไปที่ฟิลิปปินส์ก็ไม่ต่างจากที่อื่นๆที่ผมได้ไปครับซึ่งนั่นก็คือการไปสัมผัสและเข้าถึงวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น โดยวิธีที่จะได้ซึมซับได้ง่ายดายที่สุดก็คือการนั่งรถโดยสารสาธารณะของฟิลิปปินส์ซึ่งก็คือ การนั่งรถจี๊ปนีย์ ซึ่งเปรียบกับบ้านเราก็คงอารมณ์ประมาณนั่งรถสองแถวโดยสารยังไงอย่างนั้น

สำหรับรถจี๊ปนีย์จัดว่าเป็นรถโดยสารสาธารณะที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของฟิลิปปินส์เลยทีเดียว โดยคำว่า จี๊ปนีย์ มาจากการรวมคำในภาษาอังกฤษซึ่งคำว่า จี๊ป ก็มาจากรถจี๊ป ส่วนคำว่า นีย์ ก็แปลว่าเข่า เนื่องรถจี๊ปนีย์เป็นรถโดยสารที่ผู้โดยสารจะต้องนั่งชิดติดจนแออัดและเข่าชนกันนั่นเอง ส่วนจุดกำเนิดของรถจี๊ปนีย์นั้นก็มาจากทหารอเมริกันที่ใช้ฟิลิปปินส์เป็นฐานทัพได้ใช้รถจี๊ปนีย์เป็นพาหนะในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 พอสงครามยุติลงรถจี๊ปนีย์ก็ถูกดัดแปลงจากรถที่ใช้ในสงครามมาใช้เป็นรถไว้สำหรับโดยสาร

ตอนที่ผมพักอยู่ในกรุงมะนิลาก็มีโอกาสได้ใช้บริการรถจี๊ปนีย์เพราะต้องการสัมผัสและเข้าถึงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น โดยครั้งแรกที่ได้ทดลองนั่งก็ต้องยอมรับเลยว่าค่อนข้างเกิดอาการ มึนงง อยู่พอสมควรทั้งบรรยากาศบนรถ ลักษณะของตัวรถ รวมไปถึงระบบการจ่ายเงินค่าโดยสาร แต่เท่าที่ผมสังเกตุได้ก็พบว่าลักษณะของตัวรถจะเป็นที่นั่งเบาะยาวและมีขนาดยาวกว่ารถสองแถวของบ้านเรา แต่ความกว้างนั้นดูแคบกว่าทำให้เข่าของผู้โดยสารจะชนกันพอดี ส่วนข้างรถจะมีการวาดภาพซึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนาคริสต์และมีสีสันที่ดูฉูดฉาดเป็นเอกลักษณ์

ขณะที่ออดหรือกริ่งก็ไม่ได้มีเหมือนรถสองแถวบ้านเรา เวลาถึงจุดที่ต้องการจะลงก็ให้ตะโกนบอกกับคนขับ ส่วนวิธีการจ่ายเงินก็แตกต่างจากบ้านเรา เพราะเวลาจะจ่ายเงินก็จะเป็นการจ่ายเงินแบบส่งต่อๆกันไปอย่างถ้าเรานั่งอยู่ท้ายรถก็จะต้องส่งเงินไปให้กับผู้โดยสารที่นั่งด้านในส่งต่อไปเรื่อยๆจนไปถึงมือของคนขับ โดยการนั่งรถจี๊ปนีย์ครั้งแรกของผมต้องถือว่าน่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยซึ่งผมก็ไม่มีจุดหมายว่าจะไปลงที่ไหน สุดท้ายก็นั่งไปเรื่อยๆพอถึงย่านเขตเมืองเก่าอินทรามูรอสเลยเลือกลงที่จุดนี้แล้วจ่ายเงินกับคนขับซึ่งผมจำไม่ได้ว่าจ่ายเป็นเงินกี่เปโซแต่เมื่อมาตีเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราวๆ 24 บาทเท่านั้น


รถจี๊ปนีย์เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของประเทศฟิลิปินส์
และเป็นรถโดยสารที่ได้รับความนิยมอยู่พอสมควร

รถจี๊ปนีย์จะมีความยาวกว่ารถสองแถวของบ้านเรา
แต่ที่นั่งผู้โดยสารจะแคบกว่า

ชาวฟิลิปปินส์มักนิยมเดินทางด้วยรถจี๊ปนีย์
เนื่องจากมีราคาถูก โดยค่าโดยสารจะคิดตามระยะทาง

คนขับรถจี๊ปนีย์ต้องมีความชำนาญพอสมควร
ทั้งการจดจำหน้าผู้โดยสารและเรื่องสภาพการจราจรในกรุงมะนิลา

วิธีการจ่ายเงินก็ดูแตกต่างจากเมืองไทย โดยคนที่นั่งท้ายๆ
เวลาจ่ายเงินก็ต้องส่งต่อให้คนแถวในเพื่อส่งไปเรื่อยๆจนถึงมือคนขับ

ตอนที่ผมนั่งรถจี๊ปนีย์ก็มีจังหวะที่คนขับรถแวะเติมน้ำมัน
ซึ่งราคาน้ำมันที่ฟิลิปปินส์ก็ไม่ได้ถูกเท่าไหร่นัก

ผมนั่งรถไปแบบไม่มีจุดหมาย แต่สุดท้ายมาลงแถวย่านเมืองเก่า
โดยค่าโดยสารที่จ่ายไปตีเป็นเงินไทยประมาณ 24 บาท


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
8 กรกฎาคม 2566