วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

 


EP.45 วัดพนม


สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงพนมเปญมีอยู่หลายแห่งครับ เพราะพนมเปญคือเมืองหลวงของกัมพูชา โดยเมืองหลวงของแต่ละประเทศก็ย่อมมีจุดขายและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆมากมาย ทั้งนี้ก็เพราะบรรดาพวกเมืองหลวงมักจะเป็นจุดหมายปลายทางแห่งแรกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาพักหรือเที่ยวชมอย่างในเมืองไทยเมื่อนักท่องเที่ยวมาถึงสนามบินส่วนมากก็มักจะแวะเข้ากรุงเทพฯก่อน หลังจากนั้นค่อยตระเวนเที่ยวไปตามเมืองอื่นๆซึ่งก็ไม่ต่างจากที่กัมพูชาครับ นักท่องเที่ยวหลายคนเริ่มปักหลักท่องเที่ยวในกรุงพนมเปญก่อน โดยสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงพนมเปญที่ดังๆและชาวต่างชาติจะรู้จักกันดีก็คือ ทุ่งสังหาร ที่บรรดาฝ่ายเขมรแดงเคยใช้เป็นสถานที่ทรมานและสังหารผู้บริสุทธิ์ รวมถึงคุกตวลสเลงที่พวกเขมรแดงจับผู้บริสุทธิ์มาขังคุกก่อนจะทำการทรมานและสังหารอย่างเหี้ยมโหดและอีกสถานที่นึงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติพอจะรู้จักกันดีก็คือ วัดพนม ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่และมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างยาวนาน

สำหรับการท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชาของผมในครั้งล่าสุด ผมเน้นการเดินเที่ยวเป็นหลักโดยจะเน้นเที่ยวในสถานที่ที่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก โดยวัดพนมตั้งอยู่บริเวณใจกลางกรุงพนมเปญและห่างจากที่พักของผมราวๆ 1 กิโลกว่าซึ่งสามารถเดินได้สบายๆซึ่งการมาเที่ยววัดพนมครั้งล่าสุดไม่ใช่การมาเที่ยวครั้งแรก ผมเคยมาแล้วครั้งนึงแต่คราวก่อนไม่ได้ถ่ายคลิปบรรยากาศ ทำให้การเที่ยวครั้งล่าสุดผมได้เก็บภาพและถ่ายคลิปบรรยากาศต่างๆซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อ 5 ปีที่แล้วที่ผมเคยมา บรรยากาศของวัดพนมยังคงร่มรื่นด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์และยังคงมีการเก็บเงินค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติอยู่ที่ 1 ดอลลาร์ (35 บาท) อยู่เช่นเดิม แต่ที่อาจจะแปลกตาเพิ่มเข้ามาคงหนีไม่พ้นเหล่าบรรดานกเงือกที่อาศัยอยู่กันอย่างมากมายหลายตัว แถมแต่ละตัวก็ดูเชื่องพอสมควร ทำให้บรรดานักท่องเที่ยวถ่ายรูปกันได้แบบเต็มๆโดยเจ้านกเงือกพวกนี้ก็ไม่มีท่าทีเขินอายเสียด้วย

ส่วนบรรยากาศส่วนอื่นๆที่น่าสนใจก็จะมีทั้งบันไดพญานาคซึ่งเป็นจุดทางเดินขึ้นที่จะไปชมในส่วนของเจดีย์และพระวิหาร รวมถึงศาลจีน ศาลยายเปญและพระวิหารซึ่งด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวพนมเปญเป็นอย่างมาก รวมถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารที่บอกเล่าเรื่องราวของพุทธประวัติและเรื่องราวของรามเกียรติ์ ขณะที่ประวัติของวัดพนมตามตำนานที่ผมได้อ่านมาก็ทราบว่า วัดพนมถูกสร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของยายเปญซึ่งได้พบกับขอนไม้ลอยมาตามน้ำและเห็นพระพุทธรูป 5 องค์ประดิษฐานอยู่ในขอนไม้ จากนั้นยายเปญจึงอันเชิญขึ้นมาบนฝั่งก่อนที่จะเนินดินสูง 27 เมตรเพื่อสร้างวัดไว้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 5 องค์ ซึ่งที่มาของวัดพนมและกรุงพนมเปญในปัจจุบันก็มาจากชื่อของยายเปญนั่นเอง โดยในวันที่ผมไปเที่ยววัดพนมก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันพอสมควรทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติ โดยวัดพนมจะเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าไปถึงประมาณ 5 โมงเย็น การเข้าชมก็จะคล้ายๆกับการเข้าชมสถานที่สำคัญทางศาสนานั่นก็คือ การรักษามารยาทเข้าชมด้วยความสุภาพและแต่งกายให้เหมาะสมและถูกกาละเทศะ



วัดพนม วัดเก่าแก่ของกรุงพนมเปญ
โดยเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน

วัดพนมเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 น. - 17.00 น.
คนกัมพูชาเข้าฟรี แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติแบบพวกเรา
เสียกันคนละ 1 ดอลลาร์ (35 บาท)

บรรยากาศภายในวัดพนมค่อนข้างร่มรื่นมาก
นั่นก็เพราะว่ามีการปลูกต้นไม้ไปตลอดทาง
ซึ่งผมเห็นชาวกัมพูชามักจะมานั่งเล่นพักผ่อนจับกลุ่มพูดคุยกัน

พอเดินขึ้นไปบนบันไดพญานาคก็จะพบกับพระวิหาร
ซึ่งมักจะเป็นจุดที่หลายคนมักมาถ่ายรูป
ผมลองถ่ายคลิปวีดีโอภายในพระวิหาร
แต่ถูกเจ้าหน้าที่เตือนไม่ให้ถ่ายวีดีโอ แต่สามารถถ่ายรูปได้

พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่ตั้งประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหาร
ของวัดพนม

ภายในพระวิหารยังมีภาพจิตรกรรมฝานังให้ได้ชมกัน
ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของพุทธประวัติและรามเกียรติ์

ศาลยายเปญ ซึ่งตามตำนานเชื่อกันว่าเป็นผู้สร้างวัดพนมขึ้นมา
ปัจจุบันมีผู้คนมากราบสักการะกันอย่างไม่ขาดสาย

ร้านจำหน่ายของที่ระลึก สินค้าส่วนใหญ่ก็เป็นพวกโปสการ์ด

ผมไปวัดพนมครั้งล่าสุด สิ่งที่ดูสะดุดตามากก็คือ นกเงือก
ซึ่งมีอยู่หลายตัวและแต่ละตัวก็ดูเชื่องมาก
ไปถ่ายรูปใกล้ๆก็ไม่มีหลบหรือบินหนี


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
5 กรกฏาคม 2565

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

 


EP.44 รถบัสนอนกัมพูชา

หลังจากไม่ได้เขียนเรื่องราวลงบล็อกมาร่วม 1 ปี วันนี้ผมได้กลับมาทำหน้าที่ตรงนี้อีกครั้งนึงแล้วครับซึ่งการที่หายไป ส่วนหนึ่งก็เพราะหมดไอเดียในการเขียนเรื่องราวลงบล็อกอีกส่วนคือไม่มีเวลาเนื่องจากไปเน้นหนักในการอัพคลิปลงยูทูปและเขียนบทความลงเพจเฟซบุ๊ค แต่หลังจากนี้เป็นต้นไปผมจะกลับมาอัพเดทเรื่องราวลงบล็อกเรื่อยๆและการเดินทางของผมก็คงจะเริ่มถี่มากขึ้น หลังจากที่หลายๆประเทศได้กลับมาเปิดพรมแดนกันอีกครั้งนึง

ผมออกเดินทางเที่ยวต่างประเทศอีกครั้งนึงในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาหลังจากไม่ได้ออกนอกแผ่นดินไทยมากว่า 2 ปีเนื่องจากสถานการณ์โควิดซึ่งประเทศแรกที่ผมได้ออกเดินทางไปก็คือ กัมพูชา ซึ่งก็คือประเทศแรกในการออกท่องเที่ยวต่างแดนของผม โดยครั้งล่าสุดผมไปกัมพูชาโดยออกทางด่านปอยเปต เมื่อผ่านด่าน ตม.เป็นที่เรียบร้อยก็ถึงคราวต้องหาบริษัทรถโดยสาร เพราะผมต้องการเดินทางจากปอยเปตไปยังกรุงพนมเปญในคืนนั้นเลย สุดท้ายก็มาได้จองรถกับบริษัท Virak Buntham (วิรักษ์ บุญธรรม) ซึ่งเป็นบริษัทรถโดยสารที่มีเส้นทางเดินรถไปทั่วประเทศกัมพูชา

สำหรับการเดินทางในช่วงกลางคืนแน่นอนครับว่า รถโดยสารจะเป็นรถนอน โดยรถนอนของบริษัท Virak Buntham เป็นรถบัส 2 ชั้น โดยชั้นล่างจะเป็นที่นั่งของคนขับและจุดเก็บสัมภาระและมีห้องน้ำขนาดเล็ก ส่วนชั้นบนจะเป็นที่นอนของผู้โดยสาร จากที่ผมสำรวจดูก็พบว่าชั้นนอนจะคล้ายๆกับพวกโฮสเทลเหมือนกัน เพราะจะแบ่งเป็นล็อคโดยแต่ละล็อคจะนอนคู่กัน 2 คนซึ่งแน่นอนครับว่าหากไปคนเดียวแบบผมคงหนีไม่พ้นที่จะได้นอนกับคนแปลกหน้า ดังนั้นหากใครไม่คุ้นชินหรือรู้สึกอึดอัดใจ ผมไม่แนะนำให้ใช้บริการรถนอนของกัมพูชา

ขณะที่บริเวณด้านบนจะมีปลั๊กไฟเอาไว้เสียบชาร์จมือถือและมีจุดของไฟด้านบน แต่ผมลองเปิดแล้วแต่เปิดไม่ติดและในแต่ละล็อคจะมีผ้าม่านเอาไว้ปิดกั้น ขณะที่อัตราค่าโดยสารจะอยู่ที่ 16.5 ดอลล่าร์หรือตีเป็นเงินไทยก็อยู่ที่ราวๆ 578 บาทโดยรถบัสจะใช้เวลาเดินทางจากปอยเปตไปยังพนมเปญประมาณ 9 ชั่วโมงซึ่งผมเดินทางตอน 4 ทุ่มไปถึงพนมเปญก็ประมาณ 7 โมงเช้า ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่ารถบัสกลางคืนของกัมพูชามีจอดแวะจุดพักเหมือนที่ไทยหรือเปล่า สรุปคือไม่มีครับจุดที่จอดจะเป็นการจอดเพื่อส่งผู้โดยสารลงตามเมืองต่างๆ เมืองสำคัญที่รถจะวิ่งผ่านก็คือ เสียมเรียบ ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากปอยเปตเพียงแค่ 2 ชั่วโมงกว่าเท่านั้น


รถบัสนอนของกัมพูชา โดยคันนี้เป็นของบริษัท
Virak Buntham

Virak Buntham เป็นบริษัทที่มีเดินรถไปทั่วประเทศกัมพูชา 
ส่วนผมเดินทางจากปอยเปตไปกรุงพนมเปญ
อัตราค่าโดยสารอยู่ที่ประมาณ 578 บาท

ลักษณะของรถบัสจะเป็นรถ 2 ชั้น
โดยชั้นล่างเป็นที่นั่งคนขับและจุดเก็บสัมภาระ
ส่วนชั้นบนเป็นที่นอนของบรรดาผู้โดยสาร

จุดของที่นอนจะเป็นที่นอนแบบคู่กัน 2 คน
ผมไปเที่ยวคนเดียวสุดท้ายได้นอนกับคนแปลกหน้า

ด้านบนจะมีปลั๊กไฟให้เสียบชาร์จมือถือ
ส่วนไฟด้านบนก็มี แต่ผมลองเปิดแล้วแต่ไฟไม่ติด

บริษัทรถโดยสาร Virak Buntham เปรียบกับเมืองไทย
ก็คงประมาณ สมบัติทัวร์หรือนครชัยแอร์


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
3 กรกฎาคม 2565

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564

 


EP.43 ทะเลเมืองญาจาง

ทะเล คือ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเสมอมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หากอยากพักผ่อนคลายร้อนในช่วงวันหยุดหยุดสัปดาห์สถานที่ที่หลายๆคนจะมุ่งไปก็คือ ทะเล โดยในเมืองไทยของเราก็มีทะเลอยู่หลากหลายที่และล้วนแต่มีความสวยงาม ด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังของทะเลเมืองไทยทำให้พวกบรรดาชาวต่างชาติถึงกับต้องบินมาพักร้อนที่ทะเลเมืองไทยกันอย่างมากมาย ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างเวียดนามก็มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เวียดนามมีประเทศที่มีทะเลในหลายพื้นที่ไม่แพ้กับเมืองไทย โดยหนึ่งในเมืองของเวียดนามที่โดดเด่นในเรื่องของท้องทะเลนั่นก็คือ เมืองญาจาง


สำหรับเมืองญาจางในปัจจุบันนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของเวียดนาม โดยมีทั้งสนามบินแห่งชาติและสถานีรถไฟประจำเมือง แม้ว่าจะถูกชาวต่างชาติเรียกผิดบ่อยครั้งว่านาตรัง แต่ถึงจะเป็นนาตรังหรือญาจางเสน่ห์ของเมืองก็ยังคงชวนสะกดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศมาเยี่ยมเยือน สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่เด่นสุดในญาจางก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของทะเล เพราะเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ถ้าให้เปรียบกับเมืองไทยผมว่าที่ญาจางจะดูคล้ายพัทยา นอกจากจะมีในเรื่องของทะเลแล้วยังเป็นเมืองที่ไว้สำหรับพักผ่อนตากอากาศและอีกหนึ่งส่วนที่เหมือนกันก็คือบรรดานักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินกันให้ขวักไขว่ ซึ่งจากที่ผมได้เดินสำรวจบรรยากาศในเมืองก็พบว่ามีการเขียนป้ายภาษารัสเซียไว้ตามที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรงแรม เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร ร้านขายของ เรียกได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวที่ญาจางเยอะที่สุดก็คือ กลุ่มชาวรัสเซียนั่นเอง


ส่วนทะเลที่เมืองญาจางเท่าที่ผมได้เห็นมากับตาตัวเอง ผมตัดสินได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีว่าทะเลที่เมืองไทยบ้านเรานั้นสวยกว่า เพราะทะเลที่เวียดนามหากมองแบบไกลๆก็จะดูสวยแต่ถ้าลองไปสัมผัสแบบใกล้ๆจะพบว่าน้ำไม่ใสเท่าที่ควร ทรายดูค่อนข้างหยาบ แต่ทะเลที่ญาจางจะมีจุดเด่นที่สามารถสังเกตุเห็นได้อย่างหนึ่งนั่นก็คือ เขาเหมือนจะมีการแบ่งโซนกันค่อนข้างชัดเจน โดยด้านนึงจะเป็นทะเลที่มีผืนทรายดูละเอียดและน้ำทะเลดูค่อนข้างสวยใสซึ่งโซนนี้จะเป็นโซนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาเที่ยวกันมีเตียงกางเอาไว้บริการแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงร้านอาหารทะเลที่อยู่ใกล้ๆ ส่วนมากโซนนี้จะมีคนไม่หนาแน่นแออัดมากนักท่องเที่ยวก็จะเป็นฝรั่งโดยเฉพาะชาวรัสเซีย ส่วนอีกหนึ่งโซนจะมีทรายค่อนข้างหยาบและน้ำทะลก็ดูค่อนข้างขุ่น ส่วนมากคนที่มาเที่ยวตรงโซนนี้ก็คือคนเวียดนามหรือชาวท้องถิ่นนั่นเอง ผมเดินเล่นตอนเย็นทั้ง 2 โซนก็เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน โซนนักท่องเที่ยวจะดูมีความหรูหราและเงียบสงบฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นพวกบรรดาโรงแรมและร้านอาหาร ส่วนฝั่งที่คนท้องถิ่นเที่ยวกันก็จะเต็มไปด้วยความวุ่นวายมีคนเวียดนามมาเล่นน้ำทะเลเป็นจำนวนมาก แต่ก็นับว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของทะเลเมืองญาจางที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนนั่นเอง


ทะเลเมืองญาจาง

โซนนี้เป็นโซนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
น้ำทะเลจะดูใสและทรายค่อนข้างละเอียด

โซนนักท่องเที่ยว บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบ

อากาศร้อนๆผมเลยแวะซื้อน้ำมะพร้าวทาน
ราคาพอๆกับบ้านเรา แต่รสชาติไม่ค่อยอร่อย

โซนนี้จะเป็นโซนของคนท้องถิ่น

บริเวณนี้ทรายค่อนข้างหยาบ
ส่วนน้ำทะเลจะดูขุ่นกว่าโซนของนักท่องเที่ยว

ผมเดินเล่นริมทะลตั้งแต่บ่ายแก่ๆจนถึงช่วงเย็น

โซนของคนท้องถิ่นในช่วงเย็นๆ
บรรยากาศจะคึกคักอย่างมาก

คนเวียดนามพากันมาเล่นน้ำคลายร้อนในตอนเย็น
ส่วนมากจะเป็นกลุ่มครอบครัว

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564

 

EP.42 ตลาดเช้าเมืองย่างกุ้ง

กรุงย่างกุ้ง ในยุคปัจจุบันแม้จะไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศพม่าอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีคนอีกจำนวนมากที่ยังคิดว่าพม่ามีเมืองหลวงคือ ย่างกุ้ง ซึ่งแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงเนปิดอว์ แต่ในเรื่องภาพรวมของเศรษฐกิจแหล่งธุรกิจสถาบันการเงินที่สำคัญของพม่าก็ยังคงปักหลักอยู่ที่กรุงย่างกุ้งอยู่เหมือนเดิม ทำให้ย่างกุ้งในปัจจุบันยังคงเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเมื่อได้มาเยือนประเทศพม่า อีกทั้งก็ยังคงมีสนามบินแห่งชาติที่มีสายการบินระหว่างประเทศอยู่มากมายนั่นทำให้ภาพรวมของกรุงย่างกุ้งยังคงมีความสำคัญและเป็นเมืองที่เป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้แก่ทางพม่าได้อย่างมากมายมหาศาล

สิ่งหนึ่งที่ผมต้องทำทุกครั้งเมื่อได้ไปเที่ยวต่างประเทศนั่นก็คือ การเดินสำรวจบรรยากาศของตลาดสดในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็นในรอบเช้าหรือรอบค่ำ การที่ได้ไปเดินชมตลาดสดก็เหมือนเป็นการซึมซับวัฒนธรรมของแต่ละชาติที่ได้มีโอกาสไปเยือนและเป็นการเที่ยวที่เข้าถึงท้องถิ่น เนื่องจากบรรยากาศของตลาดสดนี่แหละที่จะนำเสนอภาพของคนท้องถิ่นได้ออกมาอย่างดีที่สุด โดยไม่ต้องมามีการปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น ตอนกลางปี 2019 ผมได้ไปเที่ยวที่กรุงย่างกุ้ง ปกติตอนอยู่ในไทยผมไม่ค่อยจะตื่นเช้าเท่าไหร่นัก แต่เมื่อไปต่างประเทศมีบ่อยครั้งที่ตื่นตั้งแต่เช้ามืดทำให้มีโอกาสได้ไปเห็นบรรยากาศยามเช้าและหนึ่งในสถานที่ที่ผมได้ไปก็คือ ตลาดสดยามเช้าที่กรุงย่างกุ้ง ซึ่งขายกันตั้งแต่พระอาทิตย์โผล่ขึ้นสู่ท้องฟ้าไปจนถึงช่วงสายราวๆ 10 โมงกว่ากันเลยทีเดียว

สำหรับบรรยากาศตลาดเช้าที่กรุงย่างกุ้งจะใช้พื้นที่ของถนนสายหนึ่งเป็นสถานที่ในการขายของ ชื่อถนนผมจำไม่ได้แล้วแต่จากที่ได้เห็นด้วยตาก็พบว่าเป็นการขายของแบบริมถนนไม่มีหลังคากันแดดกันฝนใดๆทั้งสิ้น บ้างก็ขายของแบกะดิน บ้างก็มีโต๊ะมาตั้งวางขาย ส่วนสินค้าก็มีหลากหลายทั้งของกินและของใช้ทั้งในส่วนของผักสดและผลไม้ อาหารท้องถิ่น สินค้าเบ็ดเตล็ดทั้งส่วนของเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่างๆ เรียกได้ว่า บรรยากาศอาจไม่แตกต่างจากเมืองไทยเท่าไหร่นัก ส่วนพ่อค้าแม่ค้าและผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของนั้นล้วนแต่งตัวด้วยการสวมผ้าถุงแบบพม่าซึ่งบ่งบอกความเป็นชาตินิยมและสื่อเอกลักษณ์ของพม่าออกมาได้เป็นอย่างดี ผมใช้เวลาถ่ายคลิปถ่ายรูปบรรยากาศของตลาดเช้าที่ย่างกุ้งตั้งแต่เช้าจนถึงช่วงสาย พื้นที่ของตลาดมีไม่มากนักทำให้สามารถเดินดูสินค้าต่างๆได้จนทั่ว ซึ่งผมได้มีโอกาสซื้อของกินที่ตลาดเช้ามา 1 อย่างนั่นก็คือ ลอดช่องที่เป็นสไตล์แบบพม่า โดยมีการใส่ในแก้วส่วนเรื่องรสชาติผมว่าลอดช่องแบบไทยๆเราอร่อยและเข้มข้นกว่า


บรรยากาศของตลาดเช้าในกรุงย่างกุ้ง

ผักสดเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากพอสมควร

ดอกไม้หลากหลายสีสัน

สินค้าเบ็ดเตล๋็ดต่างๆก็มีให้เลือกมากมาย

กาละมัง ฝาชี ภาชนะต่างๆถูกวางขายในราคาถูก

โซนนี้ผู้หญิงชอบ เพราะเป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้า

พวกนักเสี่ยงโชคน่าจะถูกใจ เพราะนี่คือจุดจำหน่ายหวย
ส่วนรูปแบบเป็นยังไงผมก็ไม่รู้เพราะไม่ได้ซื้อ

เดินเพลินๆเลยถือโอกาสซื้อลอดช่องสไตล์พม่ามาทาน

เรื่องรสชาติผมว่าสู้ของไทยไม่ได้

คนที่มาเดินซื้อของและพ่อค้าแม่ค้าในตลาด
ต่างก็แต่งตัวด้วยการสวมผ้าถุงอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวพม่า

ภาพนี้ผมถ่ายจากบริเวณหน้าที่พัก
พระสงฆ์กำลังเดินบิณฑบาตในตอนเช้า

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564


EP.41 คุกตวลสเลง

คุก คือ สถานที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากจะย่างกรายเข้าไปมันคือสถานที่ที่ไม่น่าพิสมัยหรือน่าอภิรมย์ใดๆ เพราะมันคือสถานที่จองจำบุคคลที่กระทำความผิดทั้งในกรณีผิดเล็กน้อยไปจนถึงคดีร้ายแรงจนถึงโทษต้องประหารชีวิต ปัจจุบันในโลกของเรามีคุกที่ไว้จองจำผู้กระทำความผิดในหลากหลายประเทศทั่วโลก โดยได้มีการจัดลำดับคุกตามความโหดเอาไว้ แต่มีคุกอยู่แห่งหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำ แม้ปัจจุบันจะไม่ได้มีสภาพเป็นคุกที่เอาไว้ขังนักโทษอีกต่อไปแล้ว แต่ในอดีตคุกแห่งนี้ คือ ฝันร้ายของผู้ที่ถูกจองจำเพราะพวกเขาไม่มีโอกาสจะได้รับอิสรภาพเหมือนกับที่อื่นๆ โดยสิ่งที่พวกเขาได้รับจากหลังจากการถูกจองจำนั่นก็คือ ความตาย โดยคุกแห่งนี้มีชื่อว่า คุกตวลสเลง หรือ S21 ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยคือ ประเทศกัมพูชา

คุกตวลสเลง ก่อนที่จะถูกดัดแปลงมาเป็นคุกเคยเป็นโรงเรียนมาก่อน โดยมีชื่อว่า Tuol Svay Pray จากที่ผมได้ไปเห็นกับตาตัวเองบรรยากาศของคุกตวลสเลงก็ยังคงมีสภาพที่พอได้เห็นก็รู้ว่าที่แห่งนี้เคยเป็นโรงเรียนที่ใช้ในการสอนนักเรียนมาก่อน ไม่ว่าจะส่วนของอาคารเรียนที่แบ่งเป็นห้องมีกระดานดำมีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งเรียน แต่ภาพที่ดูสดใสของเด็กนักเรียนมันถูกลบลืมหายไปและถูกแทนที่ด้วยการดัดแปลงให้กลายเป็นคุกอันสุดโหดซึ่งในยุคอดีตกัมพูชาเคยมี กลุ่มเขมรแดง ซึ่งเคยเรืองอำนาจอยู่ในช่วงยุค 70 โดยมีแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์และมีอุดมการณ์คือ สร้างสังคมใหม่ในรูปแบบอุดมการณ์ปฏิวัติแบบเบ็ดเสร็จ การที่เขมรแดงเรืองอำนาจและมีบทบาทอย่างสูงในกัมพูชา ทำให้ยุคสมัยนั้นกลายเป็นยุคแห่งการนองเลือดและฝันร้ายของประชาชนชาวเขมรอย่างแท้จริง ผู้บริสุทธิ์รวมถึงบรรดาปัญญาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเขมรแดงต่างก็ถูกจับตัวและถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหดและหนึ่งในสถานที่ของการสังหารก็คือ คุกตวลเสลง แห่งนี้นี่เอง

ขณะที่ในปัจจุบัน คุกตวลสเลง กลายเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของกัมพูชาโดยตั้งอยู่ในกรุงพนมเปญ โดยเปิดให้เข้าชมทุกวันใน 2 ช่วงเวลาคือรอบเช้าและรอบบ่าย ค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติอยู่ที่ 2 ดอลล่าร์หรือประมาณ 60 กว่าบาท สำหรับบรรยากาศจากที่ผมได้เข้าไปชมต้องยอมรับเลยว่าหดหู่ใช่ย่อย ใบหน้าของนักท่องเที่ยวแต่ละคนที่ได้เห็นและฟังเรื่องราวของคุกตวลสเลงก็แทบจะเหมือนกันคือหดหู่และเศร้าใจ โดยจุดจัดแสดงก็แบ่งออกเป็นโซนต่างๆทั้งในส่วนโซนประหารนักโทษซึ่งจะมีการสังหารในหลากหลายรูปแบบทั้งการเฆี่ยนตี แขวนคอ จับหน้ากดลงน้ำเพื่อให้หมดสติ หรือการช็อตด้วยไฟฟ้า ซึ่งจะมีอุปกรณ์นการสังหารจัดแสดงอยู่ในห้องให้นักท่องเที่ยวได้มาชม นอกจากนั้นยังมีส่วนของคุกที่เอาไว้คุมขังเหยื่อซึ่งมีลักษณะค่อนข้างแคบและดูมืดมิด ตอนผมเดินชมก็แทบไม่มีคนอื่นเดินเลยด้วยซ้ำ รวมถึงภาพวิธีการสังหารเหยื่อของเหล่าเขมรแดงที่ดูแล้วเต็มไปด้วยความโหดร้ายและทารุณแบบถึงขีดสุดไม่เว้นแม้แต่เด็กทารกก็ตกเป็นเหยื่อถูกสังหารไปด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีภาพของเหยื่อที่ถูกสังหารซึ่งมีมากมายแทบนับไม่ถ้วนซึ่งมีภาพในอาการที่พวกเขากำลังทนทุกข์ทรมานจากการถูกสังหารซึ่งดูแล้วชวนหดหูอย่างมากเลยทีเดียว

ส่วนในโซนด้านนอกจะเป็นสุสานที่เอาไว้ฝังศพเหยื่อผู้โชคร้ายรวมถึงยังมีป้ายที่เป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวนั่นก็คือ ป้ายที่บอกกฎเหล็ก 10 ข้อของเขมรแดงที่เหยื่อต้องปฏิบัติตามซึ่งทั้ง 10 ข้อล้วนแต่เป็นการกดขี่และทารุณแก่เหยื่อผู้ถูกจองจำอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ยังมีจุดขายของที่ระลึกและหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของบรรดาผู้รอดชีวิตจาการถูกจองจำในคุกตวลเสลงแห่งนี้ซึ่งพวกเขาก็มักจะมานั่งปรากฎตัวให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมพร้อมกับพูดเชิญชวนให้ซื้อหนังสือที่เล่าเรื่องราวในช่วงเวลาที่ตนเองถูกจองจำในคุกตวลเสลง ผมใช้เวลาในการเดินชมบรรยากาศภายในคุกตวลเสลงประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า สิ่งที่สัมผัสได้แน่นอนก็คือความหดหู่และเศร้าใจที่มนุษย์กระทำอย่างโหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองซึ่งคุกตวลเสลงแม้ในอดีตจะเป็นสถานที่อันโหดร้ายและสร้างบาดแผลในใจให้แก่ชาวเขมร แต่ปัจจุบันนั้นคือสถานที่ที่ให้เรียนรู้เรื่องราวของอดีตพร้อมกับร่วมมือเดินหน้าสร้างชาติให้ก้าวต่อไปในอนาคตและจะไม่มีวันที่จะทำเลียนแบบดั่งเช่นในอดีตอีกต่อไป


คุกตวลสเลง สถานที่อันโหดร้ายในอดีตของกัมพูชา

บรรยากาศของ คุก ที่เอาไว้คุมขังเหยื่อผู้บริสุทธิ์

สภาพภายในคุกซึ่งลักษณะค่อนข้างจะคับแคบ
ดูค่อนข้างน่าอึดอัด

บรรยากาศด้านหน้าของอาคาร
สมัยอดีตเคยเป็นโรงเรียนมาก่อน

เตียงนอนสุดโหดที่เอาไว้ทรมานนักโทษ

ภาพที่แสดงวิธีการสังหารเหยื่อที่นอนอยู่บนเตียง

ห้องที่ใช้ในการสังหารเหยื่อ
บรรยากาศค่อนข้างเงียบและดูวังเวง

แต่เดิมนั้นเคยเป็นโรงเรียนมาก่อน
ซึ่งยังมีกระดานดำ โต๊ะและเก้าอี้ให้ได้เห็นกันอยู่

ธงสัญลักษณ์ของกลุ่มเขมรแดง

เด็กที่ถูกจับมาขังถูกฝึกให้ทำงานอย่างหนัก

หุ่นฟางจำลองสาธิตวิธีการเรียนการสอนในสมัยนั้น

ภาพวิธีการสังหารเหยื่อในหลากหลายรูปแบบ
ภาพนี้คือ การจับกดลงไปในตุ่มน้ำจนหมดสติ

ภาพที่ทหารเขมรแดงจับเด็กทารก
ฟาดกับต้นไม้จนเสียชีวิต

ภาพทหารเขมรแดงกำลังเชือดคอเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

ภาพใบหน้าของเหยื่อที่ถูกจองจำและสังหาร
ภาพนี้เป็นกลุ่มของผู้ชาย

ภาพเหยื่อที่ถูกจองจำและสังหารฝ่ายหญิง

ภาพเหยื่อที่ถูกทรมานจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
บางรายก็ถึงขั้นเสียชีวิต

หัวกะโหลกของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
ถูกนำมากองรวมกัน

ส่วนบริเวณด้านนอกจะเป็นสุสานที่ฝังศพ
เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย