วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

 

EP.125 ซากโบสถ์เก่าเมืองด่งเฮ้ย


สงครามเวียดนามอุบัติขึ้นในช่วงยุคทศวรรษที่ 50 ไปจนถึงประมาณกลางยุค 70 ซึ่งกินระยะเวลาเกือบ 20 ปีซึ่งแน่นอนว่าแม้ฝ่ายเวียดนามเหนือจะเป็นฝ่ายที่มีชัยและสามารถรวบรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในสงครามก็คือความสูญเสียครั้งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของทหาร พลเรือนรวมไปถึงสภาพบ้านเมืองที่ถูกถล่มและเสียหายเป็นอย่างมาก

ผมเพิ่งไปเที่ยวเวียดนามมาแบบสดๆร้อนๆเป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ โดยหนึ่งในเมืองที่ได้ไปเที่ยวก็คือ เมืองด่งเฮ้ยซึ่งเป็นเมืองหลักของจังหวัดกว๋างบิ่ญซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของเวียดนาม เมืองด่งเฮ้ยอาจจะไม่ใช่ไม่ใช่เมืองที่นักท่องเที่ยวทั่วไปรู้จักมากนักแต่ที่นี่ในอดีตเคยได้รับผลกระทบจากสงครามเวียดนามมาเช่นกันซึ่งหลักฐานที่บ่งบอกได้ชัดเจนก็คงเป็นซากโบสถ์เก่าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองตรงบริเวณสวนสาธารณะริมแม่น้ำยัทเล

สำหรับซากโบสถ์เก่าของเมืองด่งเฮ้ยมีชื่อเรียกก็คือ โบสถ์ตามเต๋า โดยเป็นโบสถ์คาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม โดยถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 จนกระทั่งในช่วงสงครามเวียดนาม ทางฝั่งสหรัฐอเมริกาได้ทำการทิ้งระเบิดในพื้นที่ของจังหวัดกว๋างบิ่ญเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ปี 1965 และนั่นจึงทำให้โบสถ์ตามเต๋าได้รับผลกระทบและได้รับความเสียหายไปอย่างหนัก โดยที่ตัวโบสถ์หลายส่วนถึงกับพังทลายลงไปจากการถูกทิ้งระเบิดและปัจจุบันก็เหลือเพียงซากโบสถ์บางส่วนที่ยังหลงเหลือให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน

สำหรับในปัจจุบันโบสถ์ตามเต๋าได้กลายเป็นอนุสรณ์แห่งสงครามเวียดนามและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองด่งเฮ้ยโดยที่ตัวซากโบสถ์จะตั้งในพื้นที่ของสวนสาธารณะริมแม่น้ำยัทเลซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้คนมาเยี่ยมชมซากโบสถ์เก่าแห่งนี้ เพราะนี่คือหนึ่งในอนุสรณ์แห่งประวัติศาสตร์จากยุคสงครามเวียดนามที่ยังคงหลงเหลือให้ได้เห็น แม้ว่าในปัจจุบันจะเหลือแต่ซากเพียงส่วนนึงก็ตาม


ซากโบสถ์เก่าเมืองด่งเฮ้ย เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถาน
จากเหตุการณ์ยุคสงครามเวียดนาม

สภาพปัจจุบันของโบสถ์ตามเต๋าซึ่งเหลือแต่ซากบางส่วน
โดยสาเหตุเพราะถูกทิ้งระเบิดเมื่อตอนปี 1965

บริเวณรอบๆพื้นที่ของซากโบสถ์เก่าถูกปกคลุมไปด้วยหญ้า
แต่ก็ได้มีการล้อมรั้วเพื่อไม่ให้มีการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่

จุดด้านหน้าจะมีข้อมูลรายละเอียดของซากโบสถ์เก่า
ซึ่งมีทั้งภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
28 พฤศจิกายน 2566

วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

 

EP.124 สะพานฮองบอน


กรุงมะนิลาเมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์จัดว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่มีความแออัดและความหนาแน่นของประชากรที่อยู่ในระดับสูง โดยในพื้นที่แต่ละโซนของกรุงมะนิลาต่างก็มีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นซึ่งในช่วงที่ผมไปเที่ยวอยู่ในกรุงมะนิลาก็พยายามที่จะสำรวจพื้นที่ย่านต่างๆให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยหนึ่งในโซนที่ผมได้มีโอกาสได้ไปสำรวจด้วยตนเองคือพื้นที่โซนดิวิซอเรีย

โซนดิวิซอเรียไม่ได้มีความเจริญและดูหรูหราเหมือนอย่างย่านมากาติ โดยเป็นหนึ่งในโซนที่ดุค่อนข้างแออัดและวุ่นวาย แต่พื้นที่ย่านโซนดิวิซอเรียได้มีหนึ่งในสัญลักษณ์ที่มีมานานไม่ต่ำกว่า 50 ปีซึ่งสิ่งนั้นก็คือ สะพานฮองบอน ซึ่งเป็นสะพานที่เอาไว้ใช้ข้ามคลองเอสเตโรและยังเป็นจุดที่เชื่อมต่อกันระหว่างฝั่งดิวิซอเรียกับย่านไชน่าทาวน์ของกรุงมะนิลาอีกด้วย

โดยจากการที่ผมลงสำรวจพื้นที่ดูก็พบว่าพื้นที่บริเวณสะพานฮองบอนยังไม่ค่อยได้รับการปรับปรุงจากทางการของฟิลิปปินส์เท่าไหร่นัก โดยตัวสะพานก็ดูเก่าทรุดโทรมไปตามกาลเวลาแต่ปัจจุบันก็ยังคงมีผู้คนเดินสัญจรไปกันมาระหว่าง 2 ฝั่งกันทุกๆวัน แต่บรรยากาศรอบๆสะพานอาจจะดูไม่น่าอภิรมย์มากเท่าไหร่ เพราะพื้นที่ของคลองเอสเตโรดูค่อนข้างสกปรกทั้งน้ำที่เน่าเสียจนกลายเป็นสีดำรวมไปถึงจำนวนขยะที่ลอยเกลื่อน

นอกจากนั้นก็จะเห็นพวกตึกเก่าๆที่ตั้งอยู่รอบๆซึ่งก็คือที่อยู่อาศัยอารมณ์ประมาณพวกแฟลตราคาถูกที่ผู้คนจะอยู่กันค่อนข้างแออัดรวมถึงยังมีกลุ่มคนเร่ร่อนให้เห็น โดยจากที่ผมได้ไปเห็นกับตาตนเองก็ยอมรับว่ากรุงมะนิลายังมีหลายพื้นที่ที่ยังเป็นโซนแออัดและความเป็นอยู่ของผู้คนยังค่อนข้างลำบากซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือความจริงที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์และในประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาอีกหลากหลายประเทศ


สะพานฮองบอนเป็นสะพานที่ใช้ข้ามคลองเอสเตโร
โดยตั้งอยู่ในกรุงมะนิลาของประเทศฟิลิปปินส์

สะพานฮองบอนเป็นสะพานเก่าแก่มีอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี
โดยเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างฝั่งดิวิซอเรียกับย่านไชน่าทาวน์

ในแต่ละวันจะมีผู้คนเดินผ่านสัญจรบนสะพานกันอยู่ตลอด

พื้นที่ของคลองเอสเตโรในปัจจุบันกลายเป็นคลองที่เน่าเสีย
เพราะไม่ได้รับการดูแลจากทางภาครัฐ

ย่านดิวิซอเรียเป็นอีกหนึ่งย่านของกรุงมะนิลา
ที่มีความแออัดและความหนาแน่นของผู้คน

ผมเดินสำรวจพื้นที่ก็ได้เจอกับแม่ลูก 3 คนที่กำลัง
ขอเงินจากผู้ที่เดินผ่านสัญจรไปมา


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
18 พฤศจิกายน 2566

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

 

EP.123 ป้ายหยุดรถไฟสามแยก


ถ้าหากถามว่าเส้นทางรถไฟเส้นทางไหนที่ผมได้มีโอกาสใช้บริการบ่อยครั้งที่สุด คำตอบนั้นก็คงจะเป็นเส้นทางรถไฟสายแม่กลอง (ช่วงวงเวียนใหญ่ - มหาชัย) เนื่องจากเป็นเส้นทางรถไฟที่อยู่ใกล้บ้านผมมากที่สุด โดยแม้ว่าผมเพิ่งมีโอกาสได้ใช้บริการหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ในยุคที่ผมยังเด็กหรือยังเรียนอยู่ก็เคยนั่งรถผ่านสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่อยู่แทบตลอดนั่นจึงทำให้เป็นความคุ้นเคยและผูกพันกับเส้นทางรถไฟสายนี้

สำหรับเส้นทางรถไฟสายแม่กลองช่วงวงเวียนใหญ่ - มหาชัยจะมีทั้งสถานีรถไฟและป้ายหยุดรถไฟอีกหลายแห่ง โดยหนึ่งในนั้นก็คือ ป้ายหยุดรถไฟสามแยก ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขตบางขุนเทียนและตั้งอยู่ระหว่างสถานีรถไฟรางโพธิ์กับป้ายหยุดรถไฟพรมแดนซึ่งผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปสำรวจบรรยากาศของป้ายหยุดรถไฟสามแยกเมื่อช่วงเดือนตุลาคมซึ่งจากที่ได้สัมผัสบรรยากาศก็ต้องยอมรับว่าพื้นที่ของป้ายหยุดรถไฟสามแยกค่อนข้างจะเงียบพอสมควร

สาเหตุที่ทำให้บรรยากาศของป้ายหยุดรถไฟสามแยกค่อนข้างจะเงียบก็คงเป็นเพราะการที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตชุมชนเหมือนจุดอื่นๆและมีพื้นที่ของคลองซึ่งในปัจจุบันได้มีการสร้างทางเดินริมคลองเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่มารอรถไฟ นอกจากนั้นจะมีศาลานั่งพักของผู้โดยสาร แต่จากที่ผมเห็นแล้วก็ถือว่าค่อนข้างจะเก่าและไม่ได้มีการปรับปรุงใดๆทั้งสิ้น แต่ถึงบรรยากาศจะดูเงียบแต่เมื่อรถไฟจอดที่ป้ายก็จะมีผู้โดยสารขึ้นลงกันอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นรถไฟที่มาจากวงเวียนใหญ่หรือรถไฟที่มาจากมหาชัย


ป้ายหยุดรถไฟสามแยกตั้งอยู่ในเส้นทางรถไฟสายแม่กลอง
ช่วงวงเวียนใหญ่ - มหาชัย

ศาลาที่พักของผู้โดยสารที่ป้ายหยุดรถสามแยก
ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างเก่าและไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

บรรยากาศของป้ายหยุดรถสามแยกจะอยู่ติดกับคลอง
ซึ่งช่วงที่ไม่มีรถไฟมาเข้าจอดบรรยากาศจะเงียบมาก

พื้นที่รอบๆจะเป็นเหมือนพื้นที่สวน
และไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตชุมชนเหมือนจุดอื่นๆ

ทางเดินริมคลองซึ่งชาวบ้านจะใช้สัญจรไปมา
ซึ่งสามารถเดินไปยังเขตชุมชนและออกถนนใหญ่ได้


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
6 พฤศจิกายน 2566

วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566

 

EP.122 สถานีขนส่งรันเตาปันยัง


รันเตาปันยัง คือ เมืองชายแดนของมาเลเซียและมีพรมแดนติดกับอำเภอสุไหงโกลกของประเทศไทยซึ่งการที่เป็นเมืองชายแดนก็ย่อมแน่นอนว่าจะต้องมีด่านตรวจคนเข้าเมืองซึ่งที่รันเตาปันยังก็มีด่าน ตม.แถมในแต่ละวันก็มีผู้คนเดินทางเข้าออกระหว่างฝั่งไทยกับฝั่งมาเลเซียกันเป็นจำนวนมากซึ่งจากการที่ผมสังเกตุดูแล้วค่อนข้างจะเป็นด่านสากลที่มีคนข้ามพรมแดนกันเยอะไม่แพ้ด่านตรงปาดังเบซาร์กันเลยทีเดียว

สำหรับบทความนี้ผมคงไม่ขอเขียนถึงด่านพรมแดน แต่จะมาเขียนถึงสถานีขนส่งรันเตาปันยังซึ่งระยะทางจากด่านตรวจคนเข้าเมืองกับสถานีขนส่งถือว่าอยู่ใกล้กันมากและระยะทางที่ผมกะดูแล้วก็ค่อนข้างจะใกลกันมากและเดินไปไม่เกิน 300 เมตรซึ่งการที่มีสถานีขนส่งอยู่ใกล้ๆกับด่านพรมแดนอย่างนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ดีแก่นักเดินทางรวมไปถึงผู้คนอีกมากมาย

ผมได้เดินทางข้ามด่านจากสุไหงโกลกไปที่รันเตาปันยังเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมของปี 2022 ซึ่งบรรยากาศที่สถานีขนส่งนับว่าค่อนข้างคึกคัก เพราะมีคนมาเลย์จำนวนมากและคนไทยอีกจำนวนหนึ่งได้มาใช้บริการที่สถานีขนส่งในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆซึ่งที่สถานีขนส่งรันเตาปันยังมีรถบัสให้บริการอยู่หลายบริษัทและมีเส้นทางไปทั้งที่กัวลาลัมเปอร์ กวนตัน กัวลาตรังกานู มะละกา รวมไปถึงยะโฮบาห์รู

ส่วนบรรยากาศอื่นๆที่ผมได้เดินสำรวจดูก็พบว่าจะมีจุดของที่นั่งพักของผู้โดยสาร ห้องน้ำและห้องละหมาด นอกจากนั้นก็ยังจุดของร้านอาหารซึ่งจะเป็นร้านอาหารสไตล์ท้องถิ่นมาเลย์ที่เป็นอาหารฮาลาล ส่วนบริเวณรอบๆสถานีขนส่งจะมีปั๊มน้ำมันอยู่ 2 แห่งรวมถึงพวกร้านค้าเล็กๆรวมไปถึงร้านรับฝากรถยนต์ซึ่งในแต่ละวันผู้คนจำนวนมากเดินทางข้ามพรมแดนกันไปมาและก็จะมานั่งรถบัสที่สถานีขนส่งรันเตาปันยังเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆในประเทศมาเลเซีย


สถานีขนส่งรันเตาปันยัง เป็นสถานีที่ตั้งอยู่ใกล้กับ
ด่านตรวจคนเข้าเมืองรันเตาปันยัง

จุดจำหน่ายตั๋วโดยสารซึ่งมีหลายบริษัท
และมีรถบัสเดินทางไปยังจุดหมายต่างๆในมาเลเซีย

จุดที่นั่งพักของผู้โดยสารซึ่งในแต่ละวัน
จะมีผู้คนมาใช้บริการที่สถานีขนส่งกันเป็นจำนวนมาก

ร้านอาหารภายในสถานีขนส่งรันเตาปันยัง
ซึ่งจะเป็นร้านอาหารท้องถิ่นและเป็นพวกอาหารฮาลาล

ปั๊มน้ำมันปิโตรนาสตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานีขนส่ง
ซึ่งราคาน้ำมันที่มาเลเซียค่อนข้างถูก โดยขายลิตรละ 16 บาท

สัญลักษณ์ประจำสถานีขนส่งรันเตาปันยัง
โดยเมืองรันเตาปันยังเป็นเมืองชายแดนและตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน

ด่านพรมแดนกับสถานีขนส่งจะอยู่ใกล้กันมาก
และเดินไม่เกิน 300 เมตรก็ถึงกันแล้ว


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
31 ตุลาคม 2566

วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2566

 

EP.121 อนุสาวรีย์อันเดรส
โบนิฟาซิโอ


การไปเที่ยวยังต่างแดนของผมในแต่ละครั้งผมมักจะตั้งเป้าหมายในการเดินทางไว้อยู่ 2-3 อย่าง โดยอย่างแรกคือการเรียนรู้และซึมซับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศให้ได้มากที่สุด ส่วนอย่างที่สองคือเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆและอย่างสุดท้ายก็คือการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ โดยอย่างหลังนั้นเป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบอยู่ไม่น้อยเพราะผมเองก็เป็นคนที่ชอบศึกษาเรื่องราวของประวัติศาสตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

สำหรับการไปเที่ยวที่ฟิลิปปินส์ผมก็มีโอกาสได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศนี้มาอยู่บ้างและพอได้ไปสัมผัสจริงๆก็พบว่าประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์มีความน่าสนใจอีกมากและหาไม่ได้จากการที่แค่ศึกษาในตำรา โดยในสมัยอดีตนั้นฟิลิปปินส์เคยตกเป็นอาณานิคมของสเปนและก็เป็นเรื่องธรรมดาของชาติที่ตกเป็นอาณานิคมที่สุดท้ายก็ต้องการมีอิสรภาพมีเอกราชในการปกครองตนเองซึ่งประเทศฟิลิปปินส์ก็ไม่แตกต่างจากชาติอื่นๆครับ

สมัยที่ฟิลิปปินส์ตกเป็นเมืองขึ้นของสเปนก็ได้เกิดวีรบุรุษของชาติที่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้และเรียกร้องเอกราชโดยหนึ่งคนที่มีชื่อเสียงก็คือ โฮเซ ริซัล และอีกหนึ่งคนก็คือ อันเดรส โบนิฟาซิโอ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์ โดยอันเดรส โบนิฟาซิโอ เป็นผู้เริ่มก่อตั้งกลุ่มลับที่มีชื่อว่า กาติปูนัน (Katipunan) ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านเจ้าอาณานิคมอย่างสเปนและมีเป้าหมายในการนำเอกราชและอิสรภาพมาสู่ชาติฟิลิปปินส์

สำหรับประวัติของอันเดรส โบนิฟาซิโอ ผมอาจจะไม่ขอลงรายละเอียดเจาะลึกอะไรมากแต่ถ้าใครสนใจเกี่ยวกับประวัติของเขาก็สามารถหาอ่านได้จากในกูเกิลซึ่งมีทั้งประวัติส่วนตัว กลุ่มองค์กรลับการติปูนันและเหตุการณ์สำคัญในสมัยยุคปฏิวัติฟิลิปปินส์ซึ่งแม้ว่าสุดท้ายโบนิฟาซิโอจะถูกประหารชีวิตจากชาวฟิลิิปปินส์ด้วยกันในเรื่องความแตกแยกในกลุ่มและข้อหากบฏ แต่ชื่อของเขาก็ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นหนึ่งในวีรบุรุษของชาติฟิลิปปินส์

ปัจจุบันเรื่องราวการรำลึกถึงอันเดรส โบนิฟาซิโอก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในกรุงมะนิลา โดยในโซนย่านเออร์มิตาใกล้กับศาลาว่าการกรุงมะนิลาก็ได้มีอนุสาวรีย์ของอันเดรส โบนิฟาซิโอและองค์กรลับกาติปูนันตั้งอยู่อย่างโดดเด่น โดยบริเวณจุดนี้จะมีผู้คนชาวฟิลิปปินส์มักมาถ่ายรูปและรำลึกถึงวีรบุรุษของชาติกันพอสมควร ขณะที่บริเวณด้านหลังของอนุสาวรีย์ก็เป็นลานกว้างซึ่งจะมีผู้คนจำนวนมากมานั่งพักผ่อนพูดคุยซึ่งจากการที่ผมลองสังเกตุดูก็จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ของฟิลิปปินส์กันซะส่วนใหญ่


อนุสาวรีย์อันเดรส โบนิฟาซิโอ เป็นอนุสาวรีย์ที่รำลึกถึง
วีรบุรุษของชาติฟิลิปปินส์ที่มีนามว่า อันเดรส โบนิฟาซิโอ

นอกจากจะมีรูปปั้นของอันเดรส โบนิฟาซิโอแล้วก็ยังมีรูปปั้นของ
กลุ่มกาติปูนันซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องเอกราชจากสเปน

บริเวณด้านหลังของอนุสาวรีย์จะมีธงชาติฟิลิปปินส์
ซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกราชของชาติ

พื้นที่ลานกว้างด้านหลังอนุสาวรีย์จะมีผู้คนจำนวนมาก
ออกมาทำกิจกรรมโดยเฉพาะในช่วงเวลาเย็นจะดูคึกคักเป็นอย่างมาก

นอกจากนั้นยังเป็นจุดที่มีรถจี๊ปนีย์จำนวนมาก
ซึ่งจะมาเข้าจอดเพื่อรับส่งผู้โดยสาร

ผมไปถ่ายภาพบรรยากาศตรงกับช่วงเวลาเย็นพอดี
ซึ่งสภาพการจราจรด้านหน้าอนุสาวรีย์ดูวุ่นวายพอสมควร


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
25 ตุลาคม 2566

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566

 

EP.120 ตึกแฝดปิโตรนาส


ถ้าหากจะถามถึงสัญลักษณ์หรือแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงและโด่งดังมากที่สุดของประเทศมาเลเซีย ผมว่าน่าจะมีหลายท่านที่นึกถึงตึกแฝดปิโตรนาสเป็นอันดับแรกๆ เพราะนี่คือสัญลักษณ์ที่มักจะได้รับการโปรโมทจากการท่องเที่ยวของมาเลเซียอยู่เสมอแถมยังตั้งอยู่ในพื้นที่ของเมืองหลวงอย่างกรุงกัวลาลัมเปอร์นั่นจึงทำให้หลายคนจดจำตึกแฝดปิโตรนาสได้ค่อนข้างติดตาและมองว่านี่คือสัญลักษณ์ที่สำคัญของประเทศมาเลเซีย

สำหรับตึกแฝดปิโตรนาสในครั้งหนึ่งเคยถูกจารึกสถิติว่าเป็นตึกที่มีความสูงที่สุดในโลกในช่วงระหว่างปี 1998 - 2003 ก่อนที่จะถูกทำลายสถิติโดยตึกไทเป 101 ของไต้หวัน โดยตึกแฝดปิโตรนาสถูกก่อสร้างขึ้นโดยความร่วมมือกันของทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้และมาเลเซียซึ่งความสูงของตึกแฝดปิโตรนาสจะอยู่ที่ 451.9 เมตรและมีอยู่ทั้งสิ้น 88 ชั้นซึ่งบริเวณด้านตรงกลางจะเป็นสะพานหรือทางเดินเชื่อมต่อกันระหว่าง 2 ตึก นอกจากนี้รูปแบบของลวดลายก็จะเป็นศิลปะแบบอิสลามซึ่งเป็นศาสนาหลักของมาเลเซีย

ปัจจุบันตึกแฝดปิโตรนาสคือสัญลักษณ์และสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงกัวลาลัมเปอร์และประเทศมาเลเซีย โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะมาชมกันในยามค่ำคืนเพราะจะมีความสวยงามมากกว่าในช่วงกลางวันซึ่งการเดินทางมาชมตึกแฝดปิโตรนาสก็ถือว่าง่ายและสะดวกอย่างมากครับเพราะสามารถนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี KLCC และเดินตามป้ายบอกทางมาเรื่อยๆก็จะถึงซึ่งในทุกๆค่ำคืนจะมีผู้คนทั้งชาวมาเลเซียและชาวต่างชาติมาถ่ายรูปและชมบรรยากาศกันเป็นจำนวนมาก


ตึกแฝดปิโตรนาสเป็นสัญลักษณ์ของมาเลเซีย
โดยตั้งอยู่ในเมืองหลวงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

บริเวณรอบๆของตึกแฝดปิโตรจะมีลานน้ำพุ
ซึ่งในยามค่ำคืนจะมีการเปิดไฟสีสันสวยงามดูสดใส

น้ำพุเริงระบำในยามค่ำคืนซึ่งช่วงเวลากลางคืน
จะเป็นช่วงไฮไลท์ที่เหมาะในการมาชมตึกแฝดปิโตรนาส

ผู้คนจำนวนมากต่างมาชมตึกแฝดปิโตรนาสในยามค่ำคืน
ซึ่งมีทั้งคนมาเลเซียและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

บริเวณทางเข้าห้าง Suria KLCC ซึ่งจะตั้งอยู่
บริเวณชั้นล่างของตึกแฝดปิโตรนาส


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
19 ตุลาคม 2566

วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566

 

EP.119 ถนนบราก้า


ถนนคนเดินถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์กที่สำคัญในแต่ละประเทศ เพราะจะเป็นจุดศูนย์รวมพวกสินค้าทั้งของกินและของใช้ รวมไปถึงมีจุดให้ผู้คนได้มาถ่ายรูปเช็คอินและถนนคนเดินมักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองซึ่งจะสะดวกต่อการเข้าถึงได้อย่างง่ายดายซึ่งเวลาที่ผมไปต่างประเทศ ผมก็มักที่จะแวะไปชมถนนคนเดินของแต่ละประเทศอยู่เสมอซึ่งถนนคนเดินแต่ละแห่งก็มีจะมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปเที่ยวที่เมืองบันดุงของประเทศอินโดนีเซีย โดยก็มีถนนคนเดินที่มีชื่อเสียงซึ่งก็คือ ถนนบราก้า ซึ่งเป็นถนนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงยุคทศวรรษที่ 20 ในสมัยที่อินโดนีเซียยังเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ โดยถ้าหากย้อนกลับไปในสมัยอดีตจะมีเพียงรถม้าที่ผ่านสัญจรไปได้เท่านั้น แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไปตามกาลเวลาความเจริญก็ผุดขึ้นอย่างมากมายและมีการตัดถนนเพิ่มเติมเพื่อทำให้การคมนาคมมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

โดยในยุคที่ชาวดัตช์ยังยึดครองพื้นที่ของเมืองบันดุงบริเวณพื้นที่ของถนนบราก้าก็จะเต็มไปด้วยอาคารสถาปัตยกรรมในสไตล์ยุโรป ร้านค้าต่างๆที่ตั้งเรียงรายกันและจะมีแค่เฉพาะกลุ่มเจ้าอาณานิคมชาวดัตช์เท่านั้นที่สามารถเดินบนถนนบราก้าแห่งนี้ได้ แต่เมื่ออินโดนีเซียมีอิสรภาพอย่างเป็นทางการ พื้นที่ของถนนบราก้าก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนักและร่องรอยความเจริญที่ชาวดัตช์ทิ้งเอาไว้ก็ยังคงเห็นได้อยู่บนถนนบราก้าแห่งนี้

ส่วนบรรยากาศในปัจจุบันของถนนบราก้าก็ถือว่าค่อนข้างมีความคึกคักเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงบ่ายแก่ๆไปจนถึงรอบหัวค่ำที่จะมีพวกบรรดาผู้คนมาเดินสัญจรกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวอินโดนีเซียที่จะมาหาของกินอร่อยๆรวมไปถึงการถ่ายรูปลงโซเชียล ส่วนบรรยากาศที่ผมได้ไปสำรวจมาก็ถือว่าค่อนข้างจะวุ่นวายพอสมควร เพราะว่าถนนบราก้าไม่ได้มีการปิดให้คนเดินอย่างเดียวนั่นจึงทำให้มีรถยนต์และมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านสัญจรไปมาอยู่แทบตลอดเวลา


ถนนบราก้าเป็นถนนคนเดินที่มีชื่อเสียง
โดยตั้งอยู่ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย

ถนนบราก้าถูกสร้างโดยกลุ่มชาวดัตช์ในช่วงทศวรรษที่ 20
ซึ่งในอดีตชาวดัตช์คือเจ้าอาณานิคมของอินโดนีเซีย

บรรยากาศในช่วงเย็นๆจะมีผู้คนมาเดินเป็นจำนวนมาก
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว

นักดนตรีสมัครเล่นกำลังโชว์ร้องเพลงเล่นกีต้าร์
ให้แก่ผู้คนที่มาเดินที่ถนนบราก้า

ร้านอาหารที่ตั้งอยู่บนถนนบราก้า

ร้านรถเข็นแบบนี้เป็นร้านขายขนมท้องถิ่นของอินโดนีเซีย

ภาพวาดหลายรูปถูกตั้งวางขายให้แก่ผู้ที่สนใจ
โดยมีรูปภาพของ ซูการ์โน อดีตผู้นำของอินโดนีเซียด้วย

ถนนบราก้าจะเต็มไปด้วยอาคารสไตล์ยุโรป
และภาพสตรีทอาร์ตที่สามารถพบเห็นได้มากมาย


คลิปวีดีโอ


เขียนโดย MarkMetalFootballTravel
13 ตุลาคม 2566