วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

 


EP.35 ที่พักถูกและดีในรัตนคีรี

จังหวัดรัตนคีรีตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของกัมพูชา แต่มีการเปรียบเปรยประมาณว่าเป็นภาคอีสานของเขมร บรรยากาศภายในจังหวัดนี้อาจยังดูไม่เจริญเทียบเท่าเมืองท่องเที่ยวอย่างพนมเปญ เสียมเรียบหรือสีหนุวิลล์ บรรยากาศก็ออกแนวชนบทแต่เหมาะมากๆสำหรับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติและอากาศที่บริสุทธิ์ ตอนปี 2019 ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวและพักที่จังหวัดรัตนคีรีประมาณ 2-3 วัน โดยเมืองเอกของจังหวัดก็คือ เมืองบ้านลุง นักท่องเที่ยวที่แวะมาที่รัตนคีรีถ้าอยากหาที่พักก็ต้องพักที่เมืองบ้านลุงเพราะเป็นดั่งจุดศูนย์กลางของจังหวัดมีสถานที่ต่างๆคอยให้บริการอย่างครบวงจร

เมืองบ้านลุงในจังหวัดรัตนคีรีจะมีที่พักคอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอยู่หลายแห่ง แต่จากที่ผมสังเกตุดูทั้งการเช็คในเวปไซด์และลองตะลอนสำรวจพื้นที่ด้วยตนเองก็พบว่าที่พักส่วนใหญ่จะเป็นแนวโฮมสเตย์หรือไสตล์เกสต์เฮาส์ที่เจ้าของที่พักเป็นคนดูแลจัดการเองทั้งหมด ส่วนพวกโรงแรมจริงๆก็มีให้พักแต่อาจจะไม่เยอะเท่ากับบรรดาโฮมสเตย์ทั้งหลายแหล่ ถ้าหากจะหาเหตุผลว่าทำไมโฮมสเตย์ถึงมีมากก็คงเพราะว่ากิจกรรมและสถานที่เที่ยวต่างๆของรัตนคีรีจะเป็นในแนวผจญภัยสัมผัสธรรมชาติ เพราะฉะนั้นที่พักจึงออกแนวสบายๆง่ายๆเป็นกันเองในสไตล์แบบบ้านๆถ้าเปรียบเทียบกับเมืองไทยคงประมาณจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนผมเมื่อมาถึงเมืองบ้านลุงก็รีบเข้าที่พักทันทีซึ่งผมจองไว้แล้วจากเวปไซด์ซึ่งที่พักก็เป็นสไตล์เกสต์เฮาส์ที่เจ้าของเป็นดูแลทั้งหมด สำหรับบรรยากาศก็เป็นแบบบ้านๆเจ้าของจะแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งของบ้านเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวซึ่งการพักในรูปแบบนี้เป็นสิ่งที่ถูกจริตผมมากที่สุด เพราะเคยพักมาหลายรูปแบบในส่วนของโรงแรมก็ดูเป็นทางการเกินไปและราคาก็ค่อนข้างสูง ส่วนโฮสเทลแบบนอนรวมก็สร้างความอึดอัดไม่น้อยและนอนพักผ่อนได้ไม่เต็มอิ่ม โฮมสเตย์จึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ผมได้มากที่สุด เพราะราคาไม่สูงมากนักและมีความเป็นส่วนตัว

สำหรับที่พักของผมในเมืองบ้านลุงของจังหวัดรัตนคีรีมีชื่อว่า แฟมิลี่เฮาส์ (Family House) ซึ่งก็แปลได้ตรงตัวเลยคือบ้านของครอบครัว เจ้าของที่พักประกอบไปด้วยพ่อแม่และลูกอีก 2 คนโดยคนพ่อจะเป็นผู้ที่รับหน้าที่ในการต้อนรับแขกที่มาพักด้วยความเป็นกันเองและเอาใจใส่ค่อนข้างดีแถมพูดภาษาอังกฤษได้เยี่ยมอีกต่างหาก ส่วนภรรยาและลูกแม้อาจไม่ได้มาต้อนรับนักท่องเที่ยวมากนักแต่ก็ช่วยงานส่วนเบื้องหลังอย่างเต็มที่ ส่วนบรรยากาศของที่พักก็จะทำเป็นลักษณะของบ้านไม้ขนาดไม่ใหญ่มากแต่เมื่อเข้าไปด้านในแล้วก็มีการจัดแต่งพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมทั้งในส่วนของเตียงนอนที่มีทั้งเตียงคู่และเตียงเดี่ยว ห้องน้ำที่ได้มาตรฐาน แถมยังมีมุ้งอยู่ด้านบนแต่ภายในห้องพักจะมีแค่พัดลมและไม่มีแอร์ให้บริการเนื่องจากว่าอากาศในเมืองบ้านลุงค่อนข้างจะเย็นสบายยิ่งในตอนกลางคืนแทบไม่ต้องนอนเปิดพัดลมกันเลยทีเดียว

 ส่วนด้านหน้าห้องพักจะมีโต๊ะไม้ไว้สำหรับนั่งเล่นพักตามอัธยาศัยและมีเปลญวนเอาไว้นอนเล่นแบบเพลินๆ ส่วนรอบๆที่พักจะเป็นแปลงสวนครัวที่เจ้าของปลูกเอาไว้มองไปก็เพลินตาและสดชื่นไม่น้อย ส่วนจุดใกล้ๆกับห้องพักของผมก็จะเป็นโซนของร้านอาหาร สนนราคาที่ผมกล่าวมาทั้งหมดจะอยู่ที่คืนละ 150 บาทเท่านั้นซึ่งตลอดชวงที่ผมอยู่ที่รัตนคีรีผมตื่นเช้ามาก เพราะได้เห็นบรรยากาศที่สดชื่นและอากาศที่บริสุทธิ์ สรุปโดยรวมแล้วผมถูกใจและชอบกับแฟมิลี่เฮาส์ที่พักในรัตนคีรีแห่งนี้อย่างมาก ถ้าจะมีติก็คงแค่เรื่องเดียวคือไวฟายค่อนข้างช้าทำให้อาศัยอินเทอร์เน็ทในการทำงานไม่ค่อยได้ แต่หากให้กลับไปพักอีกรอบแน่นอนเลยว่า ผมไม่มีทางปฏิเสธและถ้าวันใดกลับไปที่รัตนคีรีผมก็จะกลับไปพักที่ แฟมิลี่เฮาส์ อีกครั้งอย่างแน่นอน


แฟมิลี่เฮาส์ ที่พักถูกและดีในจังหวัดรัตนคีรี

ป้ายชื่อที่พักตั้งอยู่บริเวณทางเข้า

บริเวณด้านหน้าของห้องพัก
จะมีโต๊ะเก้าอี้และเปลญวนบริการให้กับแขกที่มาพัก

ส่วนของห้องพักตรงจุดที่ผมพักจะมีทั้งหมด 3 ห้อง
แต่ช่วงที่ผมไปมีผมพักแค่ห้องเดียวเท่านั้น

บรรยากาศด้านในห้องพักมีเตียงคู่และเตียงเดี่ยว
มีมุ้งอยู่ด้านบนแต่ไม่มีแอร์ให้บริการ

บรรยากาศในช่วงยามเช้าช่างดูสดชื่นและสบายตา

ห้องนี้อยู่ห่างจากจุดที่ผมพักไม่ไกลมาก
คนที่มาพักเป็นฝรั่งชาวอังกฤษซึ่งมาเที่ยวคนเดียวเหมือนผม

โซนของร้านอาหาร

ถนนหน้าที่พักลักษณะเป็นเนิน
ช่วงเช้าๆผมมักจะมาเดินเล่นสำรวจบรรยากาศ

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

 

EP.34 ตลาดเปกันราบู

ตลาดถือว่าเป็นแหล่งรวมสินค้าหลากหลายชนิดและเป็นจุดที่จะมีผู้คนจำนวนมากออกมาจับจ่ายสินค้าและเลือกซื้อสิ่งของที่ตนเองต้องการ สำหรับตลาดในปัจจุบันก็มีหลากหลายรูปแบบทั้งแบบกลางแจ้งหรือจะแบบในร่มที่อยู่ในอาคาร โดยเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนผมไปเที่ยวที่มาเลเซียแต่ตอนไปในทริปนั้นเน้นการเที่ยวเมืองรองของมาเลเซียเป็นหลักซึ่งเมืองที่ผมได้มีโอกาสไปก็คือ เมืองอลอสตาร์ที่ตั้งอยู่ในรัฐเคดาห์ โดยเมืองนี้ตั้งอยู่ทางโซนตอนเหนือของมาเลเซียซึ่งการเดินทางมาที่อลอสตาร์เดี๋ยวนี้ก็สะดวกสบายสามารถเดินทางจากไทยด้วยรถไฟและไปถึงที่อลสตาร์ได้ทันที โดยใช้รถไฟ 2 ขบวนทั้งรถไฟสไตล์คลาสสิคแบบไทยและสไตล์ทันสมัยของมาเลเซียซึ่งด้วยการเดินทางที่ง่ายขึ้น ทำให้อลอสตาร์กลายเป็นหนึ่งในสถานที่เที่ยวที่นักท่องเที่ยวเริ่มนิยมไปกันมากขึ้น

สำหรับที่เที่ยวหลักๆในเมืองอลอสตาร์จะอยู่ไม่ไกลกันนักสามารถเดินเที่ยวชมได้แบบสบายๆทั้งหอคอยชมเมือง วัดนิโครธาราม บ้านเกิดมหาเธร์อดีตนายกของมาเลเซีย รวมถึงมัสยิดซาฮีร์ แต่อีกหนึ่งสถานที่ที่ผมอยากจะแนะนำให้ได้รู้จักกันก็คือ ตลาดเปกันราบู โดยตลาดแห่งนี้เป็นแหล่งขายสินค้ามากมายหลายชนิดในแต่ละวันมักจะมีชาวมาเลเซียมาเดินจับจ่ายซื้อของกันแทบตลอดวัน โดยตามประวัตินั้นแต่เดิมตลาดแห่งนี้เป็นเพียงแค่การแบกะดินขายของ คือ การนำผ้าหรือเสื่อมารองแล้วนำสินค้าวางขายกันเลยและบรรยากาศที่ขายกันนั้นก็จะเป็นพื้นที่โล่งแจ้งไม่มีหลังคากันแดดกันฝนใดๆทั้งสิ้น แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดเปกันราบูซึ่งเริ่มขายสินค้ากันในช่วงยุคทศวรรษที่ 1920s หรือเมื่อประมาณ 120 ปีที่แล้ว แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพัฒนารูปแบบของตัวตลาดและสินค้าก็มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น จากจุดเริ่มต้นที่ขายกันแบบแบกะดินก็ค่อยๆปรับปรุงพัฒนาเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันที่ตลาดเปกันราบูตั้งอยู่ภายในอาคารสีขาวดูทันสมัยทางเดินภายในก็ดูกว้างและรองรับจำนวนคนที่จะมาซื้อของได้ค่อนข้างพอสมควรเลยทีเดียว

ส่วนบรรยากาศด้านในจากที่ผมได้เดินดูก็พบว่า ตลาดเปกันราบู มีทั้งสิ้นประมาณ 6 ชั้นมีสินค้าให้เลือกซื้อค่อนข้างมากทั้งเสื้อผ้า อาหาร ของใช้ต่างๆนานา แต่ของที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นของในสไตล์แบบมุสลิม เสื้อผ้าทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็จะเป็นรูปแบบตามหลักของศาสนาอิสลาม ของกินต่างๆก็จะเป็นของฮาลาลที่ไม่มีเนื้อหมูเป็นส่วนประกอบ นอกจากนั้นก็จุดของฟู้ดคอร์ทซึ่งจะอยู่ชั้นแรกโดยมีของกินหลากหลายทั้งข้าวราดแกง เมนูท้องถิ่นของมาเลเซียและอีกสิ่งหนึ่งที่พบสังเกตุเห็นได้คือเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มาเดินซื้อของในตลาดเป็นคนมาเลย์ที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนคนมาเลย์เชื้อสายจีนหรืออินเดียรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติแทบจะไม่มีให้เห็น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสินค้าต่างๆเน้นในรูปแบบตามหลักศาสนาอิสลามเลยเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวมุสลิมเป็นหลักนั่นเอง ส่วนวันเปิดปิดทำการนั้นจากที่ผมอ่านข้อมูลแต่เดิมเขาไม่ได้ขายทุกวัน แต่ปัจจุบันเปิดขายกันทุกวันโดยเริ่มขายกันตั้งแต่ช่วงสายๆประมาณ 9 โมงเช้าและขายไปจนถึงประมาณช่วงเกือบหัวค่ำ ผมใช้เวลาเดินสำรวจดูบรรยากาศของตลาดเปกันราบูจนทั่วตั้งแต่ชัั้นที่ 1 ไปจนถึงชั้นบนสุดก็ได้รับรู้อย่างหนึ่ง นี่คือตลาดแห่งความภาคภูมิใจของชาวมาเลย์ที่เป็นมุสลิมและเป็นหนึ่งในสถานที่ที่บ่งบอกและสามารถค้นหาความเป็นมุสลิมได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองอลอสตาร์


ตลาดเปกันราบู ตลาดที่เป็นความภาคภูมิใจของ
ชาวมุสลิมในเมืองอลอสตาร์

บรรยากาศด้านหน้าของตลาด
ปัจจุบันตั้งขายกันอยู่ในอาคารสีขาว

ภาพบอกเล่าเรื่องราวของตลาดเปกันราบู
ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงยุคปัจจุบัน

สินค้ายอดฮิตในตลาดก็คือ เสื้อผ้า

เสื้อผ้าผู้หญิงมุสลิม โดยผ้าคลุมศีรษะจะเรียกว่า ฮิญาบ

ร้านขายรองเท้า

มีเสื้อผ้าผู้หญิงแล้วก็ต้องมีเสื้อผ้าของผู้ชายด้วยเช่นกัน

ร้านขายอาหารแห้งของสำเร็จรูปต่างๆ
ส่วนมากจะขายอยู่บริเวณชั้น 4-5

พวกกระเป๋าและของที่ทำจากแฮนด์เมดก็มี
ให้เลือกสรรอยู่เช่นเดียวกัน

ร้านขายหนังสือ ผมแค่ไปยืนดูแต่ไม่ได้ซื้อ
เพราะเป็นภาษามาเลย์ล้วนๆอ่านไม่ออก

ชั้นล่างสุดจะเป็นศูนย์อาหาร

มีเมนูหลากหลายแต่ส่วนมากจะเป็น
อาหารประเภทฮาลาล

NASI ตามภาษามาเลย์แปลเป็นไทยก็คือ ข้าว

มีคนมานั่งทานอาหารกันอย่างมากมาย

วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

 


EP.33 น้ำตกที่สวยที่สุดในกัมพูชา

การไปเที่ยวน้ำตกถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวหลายคน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเที่ยวแนวสัมผัสกับธรรมชาติทั้งน้ำตก ทะเล ภูเขา ในเมืองไทยผมเองก็ได้ไปเที่ยวน้ำตกมาหลายที่ในหลากหลายจังหวัดซึ่งแต่ละแห่งก็จะมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป แต่การไปเที่ยวน้ำตกในประเทศเพื่อนบ้านมันก็คือสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย โดยประเทศกัมพูชาคือประเทศแรกที่ผมได้ไปสำรวจน้ำตกของประเทศนี้ซึ่งจากข้อมูลที่หามาได้น้ำตกที่สวยงามที่สุดของกัมพูชาตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศโดยอยู่ในจังหวัดมณฑลคีรี ส่วนชื่อน้ำตกนั้นมีชื่อว่า น้ำตกบุสรา ซึ่งคนกัมพูชาต่างก็ยกย่องให้เป็นความอันซีนและยกให้เป็นน้ำตกที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศเลยทีเดียว

น้ำตกบุสรา เป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นสามชั้น แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้แค่สองชั้นเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นดั่งแลนด์มาร์คของจังหวัดมณฑลคีรีตามไกด์บุ๊คและเวปท่องเที่ยวมักจะลงเรื่องราวของน้ำตกบุสราเอาไว้ หากใครที่มาเที่ยวมณฑลคีรีเขาก็จะมีการแนะนำให้มาเที่ยวชมน้ำตกบุสรา โดยวันที่ผมไปนั้นผมตัดสินใจเช่ามอเตอร์ไซค์จากที่พักและขี่ไปอีกประมาณ 40 กว่าโล โดยระหว่างทางมีหลงและสับสนกับเส้นทางบ้างเพราะ GPS บอกตำแหน่งมั่วไปหมด สุดท้ายมาถึงที่หมายได้ก็เพราะปากที่ไปถามกับคนท้องถิ่นถึงแม้พูดคนละภาษาแต่ก็เข้าใจกันได้ด้วยภาษามือ สำหรับน้ำตกบุสรามีค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติประมาณ 2 ดอลล่าร์ ลักษณะภายในก็ไม่ได้แตกต่างจากน้ำตกในเมืองไทยมากนัก โดยจะมีจุดประชาสัมพันธ์ ร้านขายของต่างๆ เส้นทางเดินสำรวจธรรมชาติในระยะที่ไม่ไกลนักและที่พิเศษคือมีจุดให้บริการซิปไลน์สำหรับคนที่ชื่นชอบความผาดโผน แต่ผมเป็นคนที่ไม่ถนัดเรื่องพวกนี้เลยไม่ได้มีโอกาสลองเล่น

เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็จะเจอกับร้านขายอาหารรวมถึงจุดของที่นั่งทานอาหารซึ่งจะถูกจัดเป็นซุ้มๆและแม่ค้าจะเดินมาเสิร์ฟให้ถึงที่ วันที่ผมไปเที่ยวเป็นวันพุธซึ่งเป็นวันธรรมดาแต่กลับพบว่ามีนักท่องเที่ยวอยู่เป็นจำนวนมาก แถมมีรถทัวร์มาจอดกันอยู่ไม่น้อยเห็นภาพดั่งนี้ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมน้ำตกบุสราจึงเป็นน้ำตกยอดนิยมของบรรดาชาวเขมร เพราะเมื่อได้เดินไปชมใกล้ๆก็ได้เห็นถึงความสวยงามและความแรงของน้ำตกที่ไหลแรงสะใจดีแท้ มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน แต่สิ่งที่ผมสังเกตุเห็นได้อย่างหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวส่วนมากเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์คือคนเขมรส่วนคนต่างชาติมีให้เห็นน้อยมากอาจจะดูแตกต่างจากปราสาทนครวัดหรือทุ่งสังหารไปสักหน่อยที่คนต่างชาติจะเที่ยวเยอะกว่าคนท้องถิ่น ผมใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงที่น้ำตกบุสราโดยเน้นการเดินสำรวจบรรยากาศและได้มีโอกาสขึ้นไปยังด้านชั้นบนซึ่งก็มองเห็นบรรยากาศด้านล่างได้ชัดเจน แต่จุดด้านบนผมว่าไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ มิน่าตอนที่ผมเดินขึ้นมาแทบไม่มีคนเลยเพราะส่วนใหญ่จะเต็มอิ่มและเพลิดเพลินกับการชมน้ำตกจากบริเวณชั้นล่างกันอยู่แล้ว


น้ำตกบุสรา น้ำตกที่สวยที่สุดในกัมพูชา

ป้ายบอกจุดต่างๆภายในพื้นที่น้ำตกบุสรา

ร้านขายอาหารมีอยู่หลายร้าน
แต่รสชาติอย่าไปคาดหวังเรื่องความอร่อย

จุดนั่งทานอาหารพร้อมกับชมบรรยากาศของน้ำตก

มีคนนำเสื่อมาปูนั่งทานอาหารบริเวณริมน้ำตก

ถ่ายบรรยากาศของน้ำตกบุสราแบบใกล้ๆ

จุดนั่งทานอาหารแบ่งเป็นซุ้มๆ
แถมมีเปลญวนผูกเอาไว้เพื่อบริการสำหรับคนขี้เมื่อย

ภาพนี้ได้มาเพราะหลงทางล้วนๆ
เนื่องจาก GPS พาไปผิดทาง

บรรยากาศชั้นบนของน้ำตกบุสรา

ระหว่างทางที่เดินออกจะเป็นร้านขายเสื้อผ้า
รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

 

EP.32 สีสันเมืองเกิ่นเทอยามค่ำคืน

ประเทศเวียดนามมีเมืองท่องเที่ยวหลักๆอยู่ตามแต่ละภาคซึ่งแบ่งเป็นได้ดังนี้ ทางตอนเหนือมี ฮานอย ทางตอนกลางมีดานัง ส่วนทางตอนใต้มีกรุงโฮจิมินห์ ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่เมื่อเวียดนามเน้นส่งเสริมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ทำให้มีอีกหลายเมืองที่น่าสนใจที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเมืองอย่าง ญาจาง ดาลัท ฮอยอัน ซาปา ต่างก็เป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว บางเมืองถึงกับมีสนามบินระหว่างประเทศและอีกหนึ่งเมืองที่สำคัญและมีสนามบินระหว่างประเทศให้บริการก็คือ เมืองเกิ่นเทอ ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของเวียดนามและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

สำหรับเมืองเกิ่นเทอ ถ้าจะให้ผมพูดตรงๆก็คือ อาจยังไม่เป็นที่นิยมหรือคุ้นหูของคนไทยมากนักแม้เมืองนี้จะอยู่ห่างจากกรุงโฮจิมินห์ในระยะทางไม่ไกลนักโดยมีความห่างอยู่ประมาณ 169 กิโลเมตร แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปกันน้อย แต่ปัจจุบันนั้นเกิ่นเทอได้กลายเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีสนามบินระหว่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2011 โดยมีบินตรงจากเมืองไทยทำให้การเดินทางในปัจจุบันสะดวกมากยิ่งขึ้น สำหรับจุดขายของเมืองเกิ่นเทอก็คือ การนั่งเรือชมบรรยากาศของตลาดน้ำโดยจะมีเฉพาะแค่ในตอนเช้าซึ่งผมยอมรับว่าไม่ได้ไปดูเนื่องจากตื่นไม่ทัน เพราะการจะไปชมนั้นจะต้องออกจากที่พักตั้งแต่เช้ามืดโดยตลาดจะเริ่มวายก็สัก 8-9 โมงเช้า เพราะฉะนั้นหากตื่นสายก็จะพลาดเช่นเดียวกับผม นอกจากนั้นก็จะมีในส่วนของหมู่บ้านทำกระดาษสา พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าความเป็นมาของเมืองเกิ่นเทอ แต่สำหรับในช่วงกลางคืนผมว่าเมืองเกิ่นเทอค่อนข้างจะมีความคึกคักเป็นอย่างมากทั้งๆที่ผมเดินเที่ยวตอนกลางวันบรรยากาศดูเงียบๆจืดๆแต่เมื่อพระอาทิตย์ตกดินบรรยากาศกลับกลายเป็นมีสีสันขึ้นมาทันทีทันใด

เมื่อเข้าสู่ช่วงหัวค่ำพวกบรรดาชาวเมืองเกิ่นเทอจะออกมาทำกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการซื้อของกิน การรับประทานอาหารตามร้านอาหารต่างๆที่มีอยู่มากมาย พ่อค้าแม่ค้านำของมาขายกลายเป็นแหล่งรวมสตรีทฟู้ดในสไตล์เวียดนามและอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือบริเวณริมแม่น้ำซึ่งจะมีสะพานคนเดินสำหรับชื่อของสะพานผมก็ไม่แน่ใจและไม่มีข้อมูลตรงจุดนี้ แต่จากที่ได้สังเกตุก็เห็นว่าสะพานค่อนข้างมีความสวยงามรูปแบบการออกแบบได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกแบบเต็มๆ ส่วนตรงกลางของสะพานจะมีสิ่งก่อสร้างรูปทรงคล้ายดอกบัว บางคนจึงเรียกว่า สะพานดอกบัวซึ่งจะมีการประดับไฟสวยงามเลยทีเดียว ผมเดินทางในเวียดนามมาหลายเมืองก็มักสังเกตุได้ว่าเวียดนามมักจะเน้นในเรื่องของลานสาธารณะซึ่งเขาจะประดับไฟอย่างสวยงามในเวลากลางคืนซึ่งผมไปที่ไหนก็มักจะเจอและผู้คนในแต่ละเมืองก็มักออกมาทำกิจกรรมต่างๆทั้งการนั่งพักผ่อน ชมไฟสวยๆหรือการออกกำลังกาย ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะเพราะสถานที่ต่างๆที่เคยรกร้างก็ถูกพัฒนาให้กลายเป็นแลนด์มาร์คประจำเมืองและเป็นจุดดึงดูดให้ทั้งคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติให้ได้มาดื่มด่ำกับบรรยากาศอันสวยงาม


สีสันยามค่ำคืนแห่งเมืองเกิ่นเทอ
ภาพที่เห็นคือ สะพานดอกบัวที่ประดับไฟสวยงาม

บริเวณวงเวียนมีอนุสาวรีย์ดาวห้าแฉก

รูปปั้นของโฮจิมินห์ วีรบุรุษของชาวเวียดนาม

ทางเดินบริเวณริมแม่น้ำ
ทางค่อนข้างกว้างและเดินได้สบาย

บรรยากาศบนสะพาน ในแต่ละคืนจะมีนักท่องเที่ยว
แวะมาถ่ายรูปเดินเล่นกันค่อนข้างมาก

บรรยากาศริมแม่น้ำ โดยเกิ่นเทอเป็น
เมืองใหญ่ที่สุดบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

สะพานแห่งนี้คนไทยมักจะเรียกกันว่า
สะพานดอกบัว

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

 


EP.31 นั่งรถไฟรอบเมืองย่างกุ้ง

เสน่ห์อย่างหนึ่งในการเดินทางในสไตล์แบกเป้เที่ยวนั่นก็คือ การเข้าถึงและเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆของแต่ละประเทศที่ได้ไปเยือน ผมตั้งปณิธานแบบนี้ไว้ทุกครั้งที่ออกเดินทางไปต่างประเทศโดยสิ่งที่สามารถทำให้ซึมซับวัฒนธรรมดูวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นได้แบบง่ายๆก็คือ การใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์หรือรถไฟซึ่งจะเจอคนท้องถิ่นมาใช้บริการกันอย่างมากมาย ตอนที่ผมไปเที่ยวกรุงย่างกุ้งเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 ในเวลานั้นสถานการณ์โควิด 19 เริ่มที่ลุกลามเข้ามาแต่ยังไม่มากเท่าไหร่การเดินทางระหว่างประเทศยังสามารถทำได้ปกติ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีของผมเพราะเป็นช่วงที่ผมอยู่ย่างกุ้งในช่วงท้ายๆแล้วและจะเดินทางกับกรุงเทพฯอีกไม่กี่วันซึ่งก่อนที่จะกลับไทยผมก็พยายามหาสถานที่ที่สามารถดูวิถีชีวิตของคนพม่าได้แบบง่ายๆซึ่งสิ่งที่ผมพบเจอตามคำแนะนำของหนังสือ Lonely Planet ก็คือ การนั่งรถไฟรอบเมืองย่างกุ้ง

รถไฟที่วิ่งรอบเมืองย่างกุ้งตั้งแต่บริเวณใจกลางเมืองไปยังย่านชานเมืองของกรุงย่างกุ้งนั้นเป็นสิ่งที่พวกหนังสือท่องเที่ยวหรือทางภาคการท่องเที่ยวของพม่าแนะนำให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้มาสัมผัสกัน โดยตอนที่ผมไปเป็นช่วงประมาณก่อนจะเที่ยงวันซึ่งจุดเริ่มต้นก็อยู่ที่ สถานีรถไฟประจำกรุงย่างกุ้ง ซึ่งจะมีบริการรถไฟที่จะวิ่งรอบตัวเมืองย่างกุ้งและรถไฟที่วิ่งไปยังเมืองต่างๆทั้งระยะใกล้และระยะไกลบรรยากาศก็ไม่ต่างหัวลำโพงของบ้านเราเพียงแต่บ้านเขายังไม่มีรถไฟใต้ดินที่จะมาจอดที่สถานีรถไฟเหมือนในเมืองไทย สำหรับรถไฟที่ให้บริการวิ่งรอบเมืองย่างกุ้งนั้นมีให้บริการทุกวันและสิ่งที่ผมสังเกตุได้คือในแต่ละวันก็จะเต็มไปด้วยทั้งคนพม่าท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยากมาสัมผัสวิถีการเดินทางแบบสโลว์ไลฟ์ ส่วนรถไฟวิ่งรอบเมืองย่างกุ้งจะถูกรู้จักอีกชื่อนึงว่า รถไฟวงแหวนรอบเมืองย่างกุ้งหรือในภาษาอังกฤษคือ Yangon Circular Train และจัดว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจและควรมาสัมผัสหากได้มาเที่ยวที่กรุงย่างกุ้ง

สำหรับรถไฟที่วิ่งรอบเมืองย่างกุ้งจะมีราคาอยู่ที่ 200 จ๊าดคิดเป็นเงินไทยแค่ 4 บาทและถ้านั่งจากต้นสายไปจนถึงสุดสายจะใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมงกว่าแต่ถ้านั่งไปกลับก็จะเกือบๆ 3 ชั่วโมงซึ่งรถไฟสายนี้จะวิ่งผ่านสถานีต่างๆหลายสถานี แต่สำหรับใครที่คิดว่าจะผ่านสถานที่ท่องเที่ยวดังๆนั้นแสดงว่าคุณกำลังคิดผิด เพราะรถไฟวิ่งรอบเมืองย่างกุ้งผ่านหลายสถานีก็จริงแต่ไม่มีสถานีไหนเลยที่อยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวดังๆเต็มที่ก็ต้องเดินไปอีกไม่ต่ำกว่า 1 กิโลเมตรซึ่งถ้าหากทางการของพม่ามีการจัดทำแผนเพื่อรองรับให้รถไฟรอบเมืองย่างกุ้งผ่านสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆผมว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีมากกว่านี้แน่นอนและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้แบบตรงจุด ส่วนวันที่ผมได้ใช้บริการผมตัดสินใจนั่งไปจนถึงสถานีสุดท้ายปลายทางก่อนที่จะนั่งกลับไปทันทีรวมเวลาที่อยู่บนรถไฟประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ระหว่างที่อบู่บนรถไฟผมไม่เน้นการนั่งมากนักแต่มักจะยืนไม่ก็เดินสำรวจบรรยากาศบนรถไฟซึ่งสิ่งที่ผมสามารถเห็นได้ก็คือ เส้นทางที่รถไฟวิ่งผ่านโดยวิ่งตั้งแต่ใจกลางเมืองที่มีรถและผู้คนพลุกพล่านไปจนถึงย่านชานเมืองที่เริ่มได้เห็นกลิ่นอายความเป็นชนบทผู้คนมีการทำนาปลูกพืชไร่และบรรยากาศบนรถไฟก็จะมีพวกพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าต่างๆมาขายทั้งของกินและของใช้ซึ่งการมานั่งรถไฟรอบเมืองย่างกุ้งนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของผมเลยทีเดียว เพราะได้เห็นวิถีชีวิตผู้คนท้องถิ่นแบบเต็มๆตาโดยที่ใช้เงินลงทุนไปเพียงแค่ 4 บาทเท่านั้น


รถไฟวิ่งรอบเมืองย่างกุ้ง
ภาษาอังกฤษคือ Yangon Circular Train

สถานีรถไฟของพม่าตั้งอยู่เดินล่าง
ชานชลาที่ 1-7 ก็อยู่ด้านล่างเช่นกัน

บรรยากาศเหมือนสถานีรถไฟตามต่างจังหวัดของบ้านเรา

มีคนมาใช้บริการอยู่ไม่น้อย

เส้นทางที่รถไฟรอบเมืองย่างกุ้งจะวิ่งผ่าน
สถานีปลายทางคือ Insein Station 

หน้าตาของรถไฟที่วิ่งรอบเมืองย่างกุ้ง
โดยจะเริ่มจากสถานีรถไฟย่างกุ้งไปบริเวณย่านชานเมือง

ของกินสตรีทฟู้ดอันโด่งดังของพม่า
หมูพะโล้ต้มเสียบไม้

ราคาตั๋วโดยสารถูกแสนถูกซึ่งอยู่ที่ 200 จ๊าด
หรือประมาณ 4 บาทเพียงเท่านั้น

บรรยากาศบนรถไฟที่วิ่งรอบเมืองย่างกุ้ง
สังเกตุได้ว่ามีทั้งคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ

ผมยืนอยู่แทบตลอดทาง
บางทีก็เดินสำรวจบรรยากาศบนรถไฟไปเรื่อยๆ

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการนั่งรถไฟ คือ
การที่จะเห็นแม่ค้านำของมาขายบนรถไฟ

แม่ค้าสาวรายนี้ขายของกิน
ผมดูแล้วลักษณะคล้ายๆขนมจีน

แม่ค้ารายนี้ขายน้ำดื่มหลากหลายชนิด

พ่อค้าขายผ้ากำลังพูดนำเสนอสินค้าของตนเอง

รายนี้ขาย หมาก ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของประเทศ
ชาวพม่ามักซื้อกันเป็นประจำ