วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564
EP.34 ตลาดเปกันราบู
ตลาดถือว่าเป็นแหล่งรวมสินค้าหลากหลายชนิดและเป็นจุดที่จะมีผู้คนจำนวนมากออกมาจับจ่ายสินค้าและเลือกซื้อสิ่งของที่ตนเองต้องการ สำหรับตลาดในปัจจุบันก็มีหลากหลายรูปแบบทั้งแบบกลางแจ้งหรือจะแบบในร่มที่อยู่ในอาคาร โดยเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนผมไปเที่ยวที่มาเลเซียแต่ตอนไปในทริปนั้นเน้นการเที่ยวเมืองรองของมาเลเซียเป็นหลักซึ่งเมืองที่ผมได้มีโอกาสไปก็คือ เมืองอลอสตาร์ที่ตั้งอยู่ในรัฐเคดาห์ โดยเมืองนี้ตั้งอยู่ทางโซนตอนเหนือของมาเลเซียซึ่งการเดินทางมาที่อลอสตาร์เดี๋ยวนี้ก็สะดวกสบายสามารถเดินทางจากไทยด้วยรถไฟและไปถึงที่อลสตาร์ได้ทันที โดยใช้รถไฟ 2 ขบวนทั้งรถไฟสไตล์คลาสสิคแบบไทยและสไตล์ทันสมัยของมาเลเซียซึ่งด้วยการเดินทางที่ง่ายขึ้น ทำให้อลอสตาร์กลายเป็นหนึ่งในสถานที่เที่ยวที่นักท่องเที่ยวเริ่มนิยมไปกันมากขึ้น
สำหรับที่เที่ยวหลักๆในเมืองอลอสตาร์จะอยู่ไม่ไกลกันนักสามารถเดินเที่ยวชมได้แบบสบายๆทั้งหอคอยชมเมือง วัดนิโครธาราม บ้านเกิดมหาเธร์อดีตนายกของมาเลเซีย รวมถึงมัสยิดซาฮีร์ แต่อีกหนึ่งสถานที่ที่ผมอยากจะแนะนำให้ได้รู้จักกันก็คือ ตลาดเปกันราบู โดยตลาดแห่งนี้เป็นแหล่งขายสินค้ามากมายหลายชนิดในแต่ละวันมักจะมีชาวมาเลเซียมาเดินจับจ่ายซื้อของกันแทบตลอดวัน โดยตามประวัตินั้นแต่เดิมตลาดแห่งนี้เป็นเพียงแค่การแบกะดินขายของ คือ การนำผ้าหรือเสื่อมารองแล้วนำสินค้าวางขายกันเลยและบรรยากาศที่ขายกันนั้นก็จะเป็นพื้นที่โล่งแจ้งไม่มีหลังคากันแดดกันฝนใดๆทั้งสิ้น แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดเปกันราบูซึ่งเริ่มขายสินค้ากันในช่วงยุคทศวรรษที่ 1920s หรือเมื่อประมาณ 120 ปีที่แล้ว แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพัฒนารูปแบบของตัวตลาดและสินค้าก็มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น จากจุดเริ่มต้นที่ขายกันแบบแบกะดินก็ค่อยๆปรับปรุงพัฒนาเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันที่ตลาดเปกันราบูตั้งอยู่ภายในอาคารสีขาวดูทันสมัยทางเดินภายในก็ดูกว้างและรองรับจำนวนคนที่จะมาซื้อของได้ค่อนข้างพอสมควรเลยทีเดียว
ส่วนบรรยากาศด้านในจากที่ผมได้เดินดูก็พบว่า ตลาดเปกันราบู มีทั้งสิ้นประมาณ 6 ชั้นมีสินค้าให้เลือกซื้อค่อนข้างมากทั้งเสื้อผ้า อาหาร ของใช้ต่างๆนานา แต่ของที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นของในสไตล์แบบมุสลิม เสื้อผ้าทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็จะเป็นรูปแบบตามหลักของศาสนาอิสลาม ของกินต่างๆก็จะเป็นของฮาลาลที่ไม่มีเนื้อหมูเป็นส่วนประกอบ นอกจากนั้นก็จุดของฟู้ดคอร์ทซึ่งจะอยู่ชั้นแรกโดยมีของกินหลากหลายทั้งข้าวราดแกง เมนูท้องถิ่นของมาเลเซียและอีกสิ่งหนึ่งที่พบสังเกตุเห็นได้คือเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มาเดินซื้อของในตลาดเป็นคนมาเลย์ที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนคนมาเลย์เชื้อสายจีนหรืออินเดียรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติแทบจะไม่มีให้เห็น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสินค้าต่างๆเน้นในรูปแบบตามหลักศาสนาอิสลามเลยเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวมุสลิมเป็นหลักนั่นเอง ส่วนวันเปิดปิดทำการนั้นจากที่ผมอ่านข้อมูลแต่เดิมเขาไม่ได้ขายทุกวัน แต่ปัจจุบันเปิดขายกันทุกวันโดยเริ่มขายกันตั้งแต่ช่วงสายๆประมาณ 9 โมงเช้าและขายไปจนถึงประมาณช่วงเกือบหัวค่ำ ผมใช้เวลาเดินสำรวจดูบรรยากาศของตลาดเปกันราบูจนทั่วตั้งแต่ชัั้นที่ 1 ไปจนถึงชั้นบนสุดก็ได้รับรู้อย่างหนึ่ง นี่คือตลาดแห่งความภาคภูมิใจของชาวมาเลย์ที่เป็นมุสลิมและเป็นหนึ่งในสถานที่ที่บ่งบอกและสามารถค้นหาความเป็นมุสลิมได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองอลอสตาร์
วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564
วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564
EP.32 สีสันเมืองเกิ่นเทอยามค่ำคืน
ประเทศเวียดนามมีเมืองท่องเที่ยวหลักๆอยู่ตามแต่ละภาคซึ่งแบ่งเป็นได้ดังนี้ ทางตอนเหนือมี ฮานอย ทางตอนกลางมีดานัง ส่วนทางตอนใต้มีกรุงโฮจิมินห์ ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่เมื่อเวียดนามเน้นส่งเสริมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ทำให้มีอีกหลายเมืองที่น่าสนใจที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเมืองอย่าง ญาจาง ดาลัท ฮอยอัน ซาปา ต่างก็เป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว บางเมืองถึงกับมีสนามบินระหว่างประเทศและอีกหนึ่งเมืองที่สำคัญและมีสนามบินระหว่างประเทศให้บริการก็คือ เมืองเกิ่นเทอ ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของเวียดนามและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
สำหรับเมืองเกิ่นเทอ ถ้าจะให้ผมพูดตรงๆก็คือ อาจยังไม่เป็นที่นิยมหรือคุ้นหูของคนไทยมากนักแม้เมืองนี้จะอยู่ห่างจากกรุงโฮจิมินห์ในระยะทางไม่ไกลนักโดยมีความห่างอยู่ประมาณ 169 กิโลเมตร แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปกันน้อย แต่ปัจจุบันนั้นเกิ่นเทอได้กลายเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีสนามบินระหว่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2011 โดยมีบินตรงจากเมืองไทยทำให้การเดินทางในปัจจุบันสะดวกมากยิ่งขึ้น สำหรับจุดขายของเมืองเกิ่นเทอก็คือ การนั่งเรือชมบรรยากาศของตลาดน้ำโดยจะมีเฉพาะแค่ในตอนเช้าซึ่งผมยอมรับว่าไม่ได้ไปดูเนื่องจากตื่นไม่ทัน เพราะการจะไปชมนั้นจะต้องออกจากที่พักตั้งแต่เช้ามืดโดยตลาดจะเริ่มวายก็สัก 8-9 โมงเช้า เพราะฉะนั้นหากตื่นสายก็จะพลาดเช่นเดียวกับผม นอกจากนั้นก็จะมีในส่วนของหมู่บ้านทำกระดาษสา พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าความเป็นมาของเมืองเกิ่นเทอ แต่สำหรับในช่วงกลางคืนผมว่าเมืองเกิ่นเทอค่อนข้างจะมีความคึกคักเป็นอย่างมากทั้งๆที่ผมเดินเที่ยวตอนกลางวันบรรยากาศดูเงียบๆจืดๆแต่เมื่อพระอาทิตย์ตกดินบรรยากาศกลับกลายเป็นมีสีสันขึ้นมาทันทีทันใด
เมื่อเข้าสู่ช่วงหัวค่ำพวกบรรดาชาวเมืองเกิ่นเทอจะออกมาทำกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการซื้อของกิน การรับประทานอาหารตามร้านอาหารต่างๆที่มีอยู่มากมาย พ่อค้าแม่ค้านำของมาขายกลายเป็นแหล่งรวมสตรีทฟู้ดในสไตล์เวียดนามและอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือบริเวณริมแม่น้ำซึ่งจะมีสะพานคนเดินสำหรับชื่อของสะพานผมก็ไม่แน่ใจและไม่มีข้อมูลตรงจุดนี้ แต่จากที่ได้สังเกตุก็เห็นว่าสะพานค่อนข้างมีความสวยงามรูปแบบการออกแบบได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกแบบเต็มๆ ส่วนตรงกลางของสะพานจะมีสิ่งก่อสร้างรูปทรงคล้ายดอกบัว บางคนจึงเรียกว่า สะพานดอกบัวซึ่งจะมีการประดับไฟสวยงามเลยทีเดียว ผมเดินทางในเวียดนามมาหลายเมืองก็มักสังเกตุได้ว่าเวียดนามมักจะเน้นในเรื่องของลานสาธารณะซึ่งเขาจะประดับไฟอย่างสวยงามในเวลากลางคืนซึ่งผมไปที่ไหนก็มักจะเจอและผู้คนในแต่ละเมืองก็มักออกมาทำกิจกรรมต่างๆทั้งการนั่งพักผ่อน ชมไฟสวยๆหรือการออกกำลังกาย ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะเพราะสถานที่ต่างๆที่เคยรกร้างก็ถูกพัฒนาให้กลายเป็นแลนด์มาร์คประจำเมืองและเป็นจุดดึงดูดให้ทั้งคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติให้ได้มาดื่มด่ำกับบรรยากาศอันสวยงาม
วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564